ศิลปิน disney TV

มาคอมเม้นต์เต็มเต็มเรื่องศิลปินดิสนีย์ทีวีพูดถึงดิสนีย์ว่ามีแต่ธุรกิจและธุรกิจพูดถึงแต่ธุรกิจและทำเพื่อธุรกิจในขณะที่คนที่เป็น ศิลปินในองค์กรมีส่วนร่วมและตัดสินใจน้อยมาก 

เค้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโนวัน เวลาจะไปร่วมโต๊ะอาหารกับคนอื่นก็ดูจะประดักประเดิด ไม่มีใครใส่ใจเขาเป็นแค่เฟืองในองค์กร บลาๆ เรารู้สึกว่าความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้เรื่องของการเมืองในออฟฟิศมันเป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆมีกันทุกที่แหละ 

ถ้ารับไม่ได้ก็ออกมาเปิดธุรกิจส่วนตัวนั่นแหละถูกต้องแล้ว สำหรับตัวเค้าเค้าเลือกที่จะทำออกมาทำธุรกิจของตัวเองและทำเพื่อตัวเอง ที่แปลกคือสุดท้ายเค้าก็จบที่ธุรกิจส่วนตัวที่ตัวเองบอกว่าไม่ชอบที่ดิสนีย์ เพราะว่าคนที่ลาออกมาทุกคนเป็นเจ้านายตัวเองถ้าไม่เรียนรู้เรื่องธุรกิจก็ต้องทำงานให้กับคนอื่นเขาเป็นลูกจ้างเขาอาจจะเป็นลูกจ้างฟรีแลนซ์ 

ถ้าคุณจะทำแบบนี้ไม่น่าไปแซะเขาเรื่องธุรกิจเลยตั้งแต่แรกนอกนั้นเนื้อหาก็ดีนะคือก็ยอมรับว่าเธอน่ารักดีสวยค่ะน่ามอง

ส่วนเรื่องที่ Qinni จากไปแล้วมีดราม่าต่างๆมากมายเรื่องการนำผลงานของเค้าไปใช้ประโยชน์อะไรแบบนั้นเราก็คิดว่าแบบนี้นะ  เราอาจจะแหวกแนวหน่อยนะแต่เราได้ไอเดียมาจาก Wuffle comics 

ก็เลยเกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมาถ้าเราตายเราอาจจะยกผลประโยชน์ให้กับสาธารณชนโดยเอาผลงานทั้งหมดเป็น public domain ไปเลยคือเราคิดแบบนี้แหละส่วนต้นฉบับก็ให้ครอบครัวเก็บไว้ขายสมมุติว่าดังแล้ว ตอนใกล้ตายจะต้องทำให้ข้อมูลทุกอย่างไปอยู่ในแพลตฟอร์มฟรีให้หมด  ใครจะใช้ประโยชน์จากผลงานเรา ตอนเราตายแล้ว ได้หมด (เราไม่ได้บอกว่าแนวทางปกป้องลิขสิทธิ์งานผิดนะ)

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญมากกว่าการหาเงินก็คือการผลิตความรู้และรีดความรู้ออกมาจากตัวให้ได้มากที่สุด

4 hours work week

อ่าน 4  hours work weekของ Timothy Ferriss ตั้งแต่ตอนยังไม่ดัง จนตอนนี้มีซีรีย์ 4 hour ออกมาหลายเล่ม บอกตรงๆนะ เนื้อหาที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ หลักๆมันคือ Lifestyle design เราไม่ได้อยากทำงานหนักตลอดไปจนตาย บทเรียนที่ผ่านมามันสอนเรา ให้เราใช้ชีวิตบ้าง เรารักการวาดรูปจริง แต่แรงคนเรามีจำกัด สุดท้ายยังไงก็ต้องสร้างระบบบางอย่าง แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้อยากอยู่นิ่งๆแบบคนเกษียณ คอนเซปต์ในหนังสือเล่มนี้คือ mini retirement เกษียณตัวเองเป็นช่วง ดีนะๆ ถ้าใครใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ ยินดีด้วยนะคะ

มาริเอะ คอนโดะ สปาร์คจอย

มาริเอะ คอนโดะ แรกๆชอบเธอมาก ทฤษฏีเธอแปลกดี แต่ขอขวางโลกหน่อยนะ คืองี้ เราว่า ทฤษฏีมาริเอะ เรื่อง สปาร์คจอย เราว่าใช้ไม่ได้กับทุกคน บางคนแยกไม่ออกจริงๆว่าของชิ้นไหนวะ สปาร์คจอย สปาร์คจอยอิหยัง ของบางอย่างมันก็ไม่ได้สปาร์คจอย แต่มันจำเป็นต้องใช้ป่าว แต่จริงๆถ้าอ่าน the magic of tidy up ก็จะพบว่า เธอพูดถึงของจำเป็น กับของสปาร์คจอย ของแบบโคโมโนะ แยกประเภทสิ่งของไว้ชัดเจน

จริงๆก่อนหน้านี้ สนใจหนังสือแนวเดธคลีนนิ่งด้วย แต่ซื้อไม่ทัน หายไปจากแผงทุกเล่ม อ้อ ดูสารคดี มินิมอลลิสต์ ด้วย ตอนนี้ มีเสื้อผ้า เสื้อ ไม่ถึง 15 ตัว กางเกง ประมาณ 10 ตัว อยู่ได้นะ อยู่ได้ จะเห็นเราใส่เสื้อซ้ำบ่อยมาก สรุป ชอบมาริเอะตรง เธอแหวกดี ทำให้การจัดบ้านกลายเป็นกระแสโลก จนกระแสมินิมอลลิสต์กระจายไปทุกหย่อมหญ้า

คุณอันแนะนำเล่มนี้มา

ก็แค่ความคิดของเรา

คนที่บอกรักโลกษ์ หยุดใช้ถุงพลาสติค ถ้าคุณรักษ์โลกจริงๆ ไลฟ์สไตล์ของคุณ ต้องดูด้วยว่า คุณยัง consume เยอะไหม บางทีเราก็รู้สึกของพวกนี้ ถ้าออกตัวไป ต้องเป็นให้ได้งั้น 360 องศา ไม่งั้นอย่าออกตัวแรงค่ะ แต่มันก็แค่ความเห็นส่วนตัวของเรา แล้วคุณเคยได้ยินไหมว่า กระบวนการผลิตถุงผ้าสักหนึ่งถุงนี่ก็ไม่ได้รักษ์โลกนะ รู้ไหม?แค่มันรีไซเคิลได้เท่านั้นแหละ จบ ไม่งั้นเราคิดว่าเหมือนคนอาสาช่วยโคอาล่า ช่วยจิงโจ้ในออส ทั้งๆที่ตัวเอง ก็ยังกินเนื้อสัตว์

แต่ประเด็นคือ เวลาคนพูดรณรงค์แล้วตัวเองยังใช้สินค้าที่ไม่ได้รักษ์โลก ไลฟ์สไตล์ ซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า และอื่นๆที่กระบวนการผลิตนี่ทำลายสิ่งแวดล้อมบางส่วนด้วยซ้ำ กินหมูเห็ดเป็ดไก่ ของดีๆทุกมือ ทั้งๆที่กระบวนการที่จะสร้างสิ่งเหล่านั้นที่คุณบริโภคกัน เยอะมากกว่าถุงผ้า ถุงพลาสติคที่รณรงค์กันแล้วเรารู้สึกประหลาดใจจริงๆ

ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบรักษ์โลก 360 องศาจริง
ใช้ของจากธรรมชาติ 100% handmade
กิน vegan
ใช้เสื้อผ้าให้น้อยลงด้วยนะ
รีไซเคิล และใช้ของอย่างคุ้มค่า
แยกขยะด้วย

ป.ล.ไม่ได้รักษ์โลกขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้อยากให้โลกแตกค่ะ

ฮาวทูทิ้ง ทิ้งยังไง ไม่ให้เป็นลูป


บ่นเยอะหน่อยนะ เผอิญ ไปฟังพอดแคสท์หนึ่งที่น่าสนใจ ชื่อ คุณง่วง บันทึกนึกขึ้นได้ ชอบมากค่ะ เป็นคนที่ เหมือนมาจุดประกายไฟให้เราในเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์

อย่างที่บอกคือ เราจมอยู่กับความรู้สึกผิดมานานมาก นานถึง 13 ปีด้วยกัน กับความสัมพันธ์ที่โดนตัดเพื่อนจากคนที่ชอบ เราไม่ได้โทษใครนะ แต่แค่จะเล่าว่า พอฟังพอดแคสท์นี้แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ

เขาพูดถึงสิ่งที่เราศึกษาทุกอย่างช่วงก่อนหน้านี้


ไม่ว่าจะเป็น คินสึงิ หรือการเขียนสิ่งที่คนนั้นทำแย่ๆกับเราในกระดาษ เพื่อที่จะ remind ourself ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และที่มันพังเพราะอะไร และขุดไปถึงรากลึกของจิตใจ

กลไกสำคัญของเรื่องนี้ คือ คำว่า “รู้ตัว” ค่ะ ถ้าคุณรู้ตัว มีสติตลอดเวลา คุณจะรู้ว่า คุณไม่ควรย้อนไปดูภาพเก่าๆ สิ่งเก่าๆ คนเก่าๆ หรืออะไรที่มันเก่าๆแล้ว เพราะมันจะทำให้คุณนึกถึงความทรงจำเก่าๆ คุณควรเลิกเติมความทรงจำส่วนนี้ซะ เด็ดขาดกับตัวเอง ห้ามส่องค่ะ ตั้งไว้เลย ถ้าส่อง แพ้ ทำโทษตัวเองให้เข็ดซะ

ความทรงจำเป็นเส้นประสาทเส้นนึง ถ้าเราถูกกระทบกระเทือนทางสมอง ความทรงจำจะไม่มีอยู่จริง มันมีอยู่ เพราะเราสร้างมัน เราทำให้มันมีอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องลืมมันนะ คุณแค่เดินหน้าต่อ

แล้วเวลาที่ใครๆบอกว่า แกลืมมันดิ ลืมมันซะ อย่านึกถึงมันอีก รู้ไหมคะ คุณง่วงบอกว่า มันเหมือนกับการที่คุณบอกว่า อย่านึกถึงร่มสีแดง คุณจะนึกถึงอะไร? ร่มสีแดง !ถูกต้องไหม?
เพราะฉะนั้นไอ้ที่บอกให้ลืม อะไรนี่ ฟักออฟ ทั้งนั้น ยิ่งพยายามลืม ยิ่งจำ

ทางที่ดีคือ เติมสิ่งใหม่ให้ชีวิตเรื่อยๆ เติมความทรงจำใหม่ๆ จนความทรงจำเก่าๆ จางไปเองค่ะ จำไว้ค่ะ มีสติ รู้ตัว จะนึกถึงคนเก่าๆเมื่อไร ให้หยิกตัวเอง หรือหาไดอารี่มาเขียนความรู้สึกเอาไว้ค่ะ

และอย่าโทษคนอื่นค่ะ ชีวิตคุณ มันพังเพราะตัวคุณเองเนี่ยแหละ โดยส่วนมากหน่ะนะ