fbpx

Calling ของเรา คืออะไร ?

by sasi tanadeerojkul

ที่เราบอกว่าเราชอบทำคอมิค เพราะตั้งแต่เราทำมา เรารู้สึกสดชื่นมากๆรู้สึกว่าฉันจะหาเงินไปทำไม/ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไร? ถามว่าทำไมรู้ตัวช้า เพราะว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ลองทำจริงจังจนกระทั่งมันเกิดเป็น passion จริงๆแล้วเรามี passion กับ story telling ทุกอย่างนะ ขอแค่มันเล่าเรื่องได้ก็พอ อิลลัสก็เป็นเครื่องมือ คอมิคก็เป็นเครื่องมือ เราไม่ยึดติดกับเครื่องมือในการเล่า เปิดใจรับทางใหม่ๆ

ตอนอายุ 18 เราสงสัยว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งที่เต้านมเพราะว่าไปคลำเจอก้อนอะไรแปลกๆที่ใต้รักแร้ขวา หมอบอกว่าเราไม่เป็นอะไรแต่ปัจจุบันก้อนนั้นมันใหญ่ขึ้นทุกวันจนสังเกตได้ แต่ก็ไม่มีหนองหรือไม่มีอะไรออกมาและตอนนี้ก็อยู่กับเรามา 20 กว่าปีแล้วเราก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นอะไร

แต่อย่าบอกให้เราไปหาหมอตอนนี้เลยนะเพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะรับข่าวอะไรใดใดทั้งสิ้นเราคิดว่าจะลองออกกำลังกายและกินอาหารที่ดีๆขึ้น

เราก็เลยคิดว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนหรอกจะเป็นจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้สิ่งที่น่าเสียดายคือเราใช้ชีวิตได้คุ้มค่าหรือยัง สิ่งที่สำคัญคือเราพบหรือยังว่า
…..

Calling ของเรา คืออะไร ?

เรามี passion กับ illustration ถึงขั้นที่ว่าฝึกอย่างจริงจังและได้งานเป็นอาชีพอยู่หลายปีแต่ถามว่า ทำไม passion ด้านนี้ถึงน้อยลงเพราะเรารู้สึกว่าเก่งด้านนี้ไปมันไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการเล่าเรื่องอย่างสมบูรณ์ที่เราต้องการ

เรารู้สึกว่าภาพประกอบมีข้อจำกัดในการเล่าเรื่องมันสามารถเล่าเรื่องได้ระดับหนึ่งแต่ต้องมีงานเขียนประกอบ เราก็ไปทำงานเขียน. เขียนนิยาย. เขียนบทความและอื่นๆแต่ก็รู้สึกว่ายังไม่มีอะไรตอบโจทย์ของเราในการเล่าเรื่องได้ดีเท่าคอมิคแล้วในตอนนี้

ถามว่าทำไมเพราะว่าเรารู้สึกว่าการ์ตูนมันทำให้ตัวละครและอื่นๆที่เราสร้างขึ้นมามีชีวิตขึ้นมาได้มากกว่างานภาพประกอบเยอะ

มันทำให้เรารู้ว่าการเขียนเรื่องที่ดีมันต้องนึกถึงใจคนอ่านไม่ใช่การเขียนอย่างที่ใจอยากเขียนอย่างเดียวไม่เช่นนั้นงานก็ตอบสนองตัวเราคนเดียวเอาไว้อ่านเองคนเดียวไม่ใช่ให้สื่อสารกับคนอื่น

สำหรับเราที่เริ่มจากโดจินชิตอนนั้นก็คือมีคนบอกว่าเราเขียนการ์ตูน gag ไม่ขึ้นก็เลยคิดว่าเราเขียนการ์ตูนไม่เก่งแต่พอเราเขียนเรื่องซีเรียสขึ้นมาหน่อยคนก็บอกว่าเราเขียนเรื่องนี้ได้ดีหมายถึงเค้าบอกว่าเราเขียนการ์ตูน gag แล้วมันแค่ขำแบบหุหุ มันไม่หัวเราะก๊ากออกมาถามว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำโดจินต่อ
เพราะว่าการขายโดจินไม่เหมาะกับนิสัยเราเลยเราไม่ค่อยชอบไปเจอคนเท่าไหร่และก็ไม่เหมาะที่จะออกงานแบบใหญ่ใหญ่อะไรแบบนี้เจอคนเยอะเยอะอะไรแบบนี้เวลาเจอคนเยอะเยอะเราจะรู้สึกประหม่าทุกครั้ง เพราะเป็น introvert ค่ะ(แต่พยายามอยู่)

ส่วนตอนเล็กๆแน่นอนเราเริ่มมาเหมือนทุกคนก็คือเริ่มจากการเขียนการ์ตูนก่อนภาพประกอบนานมากเขียนให้คนในห้องอ่านบ้างเขียนอ่านเองบ้างจบบ้างไม่จบบ้างแต่เรารู้สึกว่าไม่ได้เสียดายที่รู้ตัวช้าเรื่องนี้เพราะว่าเราได้เรียนรู้หลายทักษะมากกว่าจะมาถึงตรงนี้

ผ่านไปครึ่งปีแล้วมานั่งรีวิวตัวเอง
-ได้ 62000 follow ใน TikTok จากเป้าหมาย 100,000 ฟอล
เริ่มได้รับการติดต่อและ endorse จากแบรนด์บ้าง (แต่ยังไม่ปิดดีล)นอกจากนี้มีอีเวนท์ที่ติดต่อมาแล้วก็งานหลายชิ้นถูกแคนเซิลไปเพราะ covid
-ได้กลับมาทำงานการ์ตูนที่รัก จริงๆจังจัง และได้ผลตอบรับเป็นบวก
-รายได้passiveจากแปรงและช่องทางการสอนออนไลน์อื่นๆเริ่มอยู่ได้
-เริ่มอ่านหนังสือแนวอื่นนอกจากจิตวิทยาพัฒนาตัวเอง
-ได้กลับมาใช้ kindle อ่านหนังสือ
-อยากได้ PlayStation 5 แต่ถ้าซื้อมาสงสัยพังแน่นอนหมายถึงโหมเล่นเกม555
-งานภาพประกอบมันเริ่มอยู่ตัวแล้วนะคือหมายความว่ามันเริ่มกลับมาเข้าฟอร์มแล้วที่เหลือคือพัฒนาไปเรื่อยเรื่อยแล้วล่ะแต่ก็ไม่ได้serious อะไรเพราะถึงขั้นที่รู้สึกว่าพอใจแล้วกับทักษะการวาดภาพประกอบของตัวเองเอาแค่นี้ก็ได้ไปพัฒนาเรื่องการเล่าเรื่องดีกว่า
-ยังชอบงานสอนอยู่แต่จะให้ทำเยอะเยอะทุกวันแบบเดิมก็ไม่ไหวแบบออกไปนอกบ้านทุกวันอะไรแบบนี้อันนี้สอนออนไลน์อยู่บ้านก็โอเคแหละนะ

เมื่อคืนอ่านเล่มนี้ไป 32% ใน kindle เดี๋ยวมาคอมเม้นต์

คนเขียนเล่มนี้เป็นหนึ่งในคนเขียนของมาร์เวลคอมมิกซึ่งเค้าจะบอกว่าคอมิคไม่เหมือนหนังและก็ไม่เหมือน stories บอร์ดของหนังเพราะว่าในหนังนั้นมีการเคลื่อนไหวมีการแสดงสีหน้าของตัวละครที่ต่อเนื่องกว่าคอมิคทำให้เวลาเล่าเรื่องเล่าเรื่องไม่เหมือนกัน สำหรับคนทำสตอรี่บอร์ดหนังจะต้องรู้เรื่องของมุมกล้องการถ่ายทำชนิดของเลนส์กล้องนอกจากนี้ยังไม่ต้องวาดรูปเก่งมากขนาดนั้นแค่พอสื่อสารได้ก็พอแล้วเพราะว่า stories บอร์ดไม่ใช่ผลงานขั้นสุดท้ายแต่ว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างผู้กำกับและทีมงาน

ในหนังสือจะค่อนข้างเน้นเรื่อง show don’t tell
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คลาสสิคมากสำหรับคนเขียนนิยายหรือว่าคนเขียนเนื้อเรื่องนั่นก็คือแทนที่จะอธิบายว่าตัวละครชอบอะไรไม่ชอบอะไรกำลังทำอะไรก็ให้ใช้แอคชั่นหรือว่าการกระทำในการที่จะบอกสิ่งนั้นและก็ไม่ต้องใช้แคปชั่นซ้ำ เช่นถ้าตัวละครกำลังอาบน้ำก็ไม่ต้องบอกว่าตัวละครกำลังอาบน้ำเพราะว่าในภาพมันเห็นชัดอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องคาแรกเตอร์วอยซ์หรือว่าเสียงที่พูดในหัวของคาแรคเตอร์ถามว่าจำเป็นไหมก็จริงๆคือจำเป็นอยู่เหมือนกันถ้ามีในระดับที่โอเค

เล่มนี้จะสอนเขียนสคริปต์ด้วยก็คือเป็นวิธีการเขียนสคริปคอมิคที่ถูกต้องวิธีการใช้มุมกล้องต่างๆที่ถูกต้อง โดยที่คนเขียนเล่มนี้เค้ามีแบคกราวนด์ ในการเรียนฟิล์มหรือเรียนภาพยนตร์มาก่อนก่อนที่จะทำงานให้มาร์เวล เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเค้าก็จะเป็นวิธีคิดแบบการทำภาพยนตร์ส่วนหนึ่งการทำคอมิคส่วนหนึ่ง โดยในหนังสือจะมีสคริปจริงให้ดูก็คือทำการเป็นช่องช่องเลยค่ะบอกว่าแต่ละช็อตนั้นใช้มุมกล้องอะไรและตัวละครทำแอ็คชั่นอะไรอยู่ในแต่ละฉากซึ่งตรงนี้ทำมาค่อนข้างละเอียดมากจากที่เราเคยอยู่ในวงการนี้และเคยเห็นสคริปมาพอสมควรก็จะบอกว่าสำหรับบทของการ์ตูนมุมกล้องสำคัญมากๆ

แล้วเขาก็พูดถึง สไตล์มาร์เวลที่สไตล์เป็นการเขียนสคริปต์ขึ้นมาแล้วตัวนักเขียนก็โทรไปหานักวาดหรือคนลงดินสอแล้วก็พูดคุยจนชัดเจนเกี่ยวกับช่องที่ต้องการจะให้เป็นแต่ว่าจะไม่บังคับสไตล์หรือว่าไปบังคับรายละเอียดมากเพื่อให้ศิลปินได้ตีความส่วนนึง

ในหนังสือบอกว่าคนลงดินสอเป็นคนที่สำคัญที่สุด
คนนี้คือต้องเก่งโคตรๆคือแบบจะต้องแสดงไอเดียที่มีอยู่ในกระดาษในสคริปให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างนอกจากนี้ยังต้องเป็นคนดีไซน์ส่วนต่างๆถ้าเปรียบก็เปรียบเสมือนตัวละครหลักคือคนนี้จะต้องเก่งเรื่องหลายเรื่องมากๆในการที่จะถ่ายทอดสคริปต์ออกมาให้มีชีวิตได้

นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าสไตล์ของมาร์เวลเน้นพล็อตมากกว่า. ถ้าให้พูดคือพล็อตคือแอ๊คชั่นของตัวละครค่ะ ก็คือเน้นการกระทำของตัวละครค่อนข้างมากถ้าเป็น stories ก็จะเน้นความคิดของตัวละครซะส่วนใหญ่มากกว่าแอ็คชั่นหรือการกระทำของตัวละคร

Related Posts