เราไม่พยายามทำงานให้ “เหมือนเดิม” หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมเรานะ แต่ก็ไม่พยายามที่แปลกแยกจากตัวตนเดิมของเราเช่นกันเพราะมันก็มีรากอยู่ โอเคเราเข้าใจว่าเมื่อก่อนเราวาดและเพนท์เก่งมากอันนี้เรารู้ละ หลายๆคนก็บอกเช่นนั้น แต่เราพยายามผลักดันให้ไปด้านหน้า ที่มันไม่เหมือนเดิมอีก เพราะตัวตนเราเองเปลี่ยน มันเปลี่ยนไปทุกวัน

อาจจะมีคนชอบหรือไม่ชอบ อีกอย่างเรายังไม่ได้สนยอดไลค์ตอนนี้ละ คือเราสนเรื่องพัฒนาการของตัวเองมากกว่า ว่าจะไปในทิศทางไหน และเราก็ไม่ได้เสียใจอีกแล้วที่ฝีมือมันไม่ได้เหมือนเดิม 100% อย่างที่บอกก็คือเรารู้สึกว่าเราเป็นคนใหม่และเรากำลังไป Direction ใหม่

มันมีอะไรมากมายที่เราต้องทำให้มันลงตัวมากขึ้น และช่วงนี้ก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเรากำลังกลับไปดีขึ้นแล้วอันนี้เรารู้สึกได้เลยจากหลายๆเรื่องเพราะฉะนั้นไม่มีอะไรจะต้องเสียดายหรือเสียใจไม่ว่าจะเป็นสไตล์เก่า

เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราตั้งใจทำและทำดีๆงานเราจะดีขึ้นแน่นอนมันอาจจะไม่เหมือนเดิมแต่มันจะดีขึ้นเพื่อนบอกว่าให้ใช้ของเดิมไปเลยก็คือใช้ความรู้เดิมในการที่จะเขียนภาพใหม่แต่ว่าให้ใช้เวลามากขึ้นในเวลาที่เรากำลังคิดว่าเราควรจะมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการวาดเพื่อให้ชนะตัวตนเก่าของเรา

ปิ๋ม Waewisa Na Songkla ได้บอกเราว่าจริงๆไม่ต้องมีเป้าหมายก็ได้แต่ให้มันเติบโตไปเรื่อยๆตามเวลาเหมือนด้นเอาส่วนเรื่องอดีตเราก็ไม่ได้ไปอะไรกับมันมากละคือมันผ่านมาแล้วทำอะไรไม่ได้แล้วไปข้างหน้าดีกว่า อย่างที่บอกไปในหลายๆโพสต์แล้วเราก็จะพยายามให้ตัวเองไม่เข้าโรงพยาบาลประคองตัวเองดีๆ

เรานั่งวิเคราะห์ว่าทำไม งานมันถึงขาดกลิ่นเดิม แบบพลังงานสูงๆ มีน้องแนน Nans Sinkid Uอกมาว่า งานเรามันต้องกะจังหวะจบ ก็น่าสนใจนะ จริงๆ เราเพนท์น้อยลง และใช้เวลาน้อยลงในแต่ละรูป มันเลยออกมายังไม่ดี เมื่อก่อนหน้านี้หนะนะ แต่ตอนนี้กำลังจะใช้เวลามากกว่าเดิมในการเพนท์

อีกอย่าง ขาดเป้าหมาย ไม่มีคู่แข่ง เพราะตอนนี้ไม่ได้แข่งกะใครอยู่ ไอดอลก็ไม่ชัดเจน ก็เลยไม่มีอะไรให้ค้นหาในตอนนี้ ตอนนี้มันดีขึ้นกว่า สามสี่ปีก่อนมากๆแล้ว ในช่วงที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เราคิดว่า ก็มีส่วนทำให้งานเราดีขึ้นช้า ต้องให้เวลากลับมันหนะ และเรามีเป้าหมายละ คือ เก่งกว่าตอนท็อปฟอร์มvองสมัยก่อน ประมาณ 2006 ถึง 2008 เราคิดว่า การที่เรา move on ได้ช้า มีผลต่องานมาก

และเราเปลี่ยน workstation ใหม่หมด นั่นก็คือใช้ไอแพดเพนท์ทั้งหมด เลิกใช้ Adobe ก็มีส่วนอยู่เหมือนกัน

process การลงสีเรา จดไว้สักหน่อย

1.วาด ใส่กระดาษ A3

2.ถ่ายรูปเลย (ไม่แสกน) แล้วเอาใส่ procreate ปรับ saturation =0 brightness สูงหน่อย

3.ใส่ระดับสี vาวดำ

4.Gradiant map

5.แทรกสี เก็บไปเรื่อยๆ

6.เอาใส่คลิปสตูในคอม เพนท์ต่อ(บางรูป)

นั่งแก้ bleed ทั้งเช้า (ระยะตัดตก) เพิ่งเสร็จเมื่อกี้ ได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ
-ระยะตัดตก หนังสือ kdp 0.125 นิ้ว
-ต้องเพิ่มระยะ อีก 3 มิลลงไปด้านกว้าง และ 6 มิล ด้านยาว

เราเกือบล้มเลิกการเพ้นท์ไปแล้ว แต่อยากจะพูดถึงสามคนนี้หน่อย ที่มีส่วนในเรื่องของพัฒนาการเราช่วงนี้

ตอนแรกจะเลิกเพนท์เพราะรู้สึกเหนื่อยมากกับการเพ้นท์รู้สึกว่าตัวเองไปไม่ถึงไหน และรู้สึกไม่เข้าใจงานของนักวาดรุ่นใหม่ใหม่แต่เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งเค้าคือนิว Nawapat Suwasin ในขณะที่คนอื่นบอกว่าจุดเด่นเราคือเส้น นิวกลับบอกว่า

‘เส้นคือจุดอ่อนของมุ่ย’

ในตอนที่ฟังก็มีความสงสัยว่าทำไมเส้นถึงเป็นจุดอ่อนของเราทั้งทั้งที่เราเก่งเรื่องเส้นมานานแล้วอันนี้เรารู้ไมถ่อมตัวนะ แต่ความเก่งอันนี้มันกลับขัดขวางการพัฒนาการเพราะว่าเราดันไปยึดติดกับเส้นมากเกินไปทำให้เราไม่กล้าที่จะทำลายเส้นงานตัวเองในจุดที่ยังไม่ดี

และอีกคนที่คอยผลักดัน และเตือนสตินั่นก็คือคุณ Gow Nimmanhaemin เพราะว่าเราจะล้มเลิกทำอะไรหลายสิ่งหลายทีแต่พอมาฟังสิ่งที่คุณเก้าพูดพูดไว้เราก็เลยคิดว่าเอองั้นลองเพนท์อีกทีแล้วกัน ผลลัพธ์คือทักษะที่เราฝึกไว้ตอนที่ใช้กวอช มันมาออกดอกออกผลตอนนี้ มันทำให้เราเข้าใจวิธีแทรกสีแบบทึบลึกซึ้งขึ้นมาระดับนึงนอกจากนี้ก็ขอบคุณทุกๆคนที่เราปรึกษาจริงๆคนที่เริ่มทำให้เราเปลี่ยนไปก็มีอีก นั่นก็คือ Kasidej Hempromaraj เพราะเขาบอกให้เราใส่ใจกับรูปหนึ่งรูปมากขึ้นแล้วก็บอกเราว่าสิ่งที่คนต้องการเห็นจากเราคือลายเส้นละเอียด แนวผู้หญิง เวลาที่เราหลงทางหรือกำลังจะลงเหว จิ้วเตือนสติตลอด