fbpx

ต้องใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนในการที่จะทำอะไรสวนกระแสกับคนอื่น?

ต้องใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนในการที่จะทำอะไรสวนกระแสกับคนอื่น?

เราบอกได้เลยว่าความเข้มแข็งไม่สำคัญเท่าความเชื่อและศรัทธาในสิ่งใดก็ตามที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะที่คนอื่นชี้มาและมองว่าสิ่งนั้น’ไร้สาระ’

คุณต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณกำลังทำและเชื่อว่าสิ่งนั้นจะเป็นประตูไปสู่อะไรสักอย่างในชีวิตในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็นศักยภาพในตัวของคุณและสิ่งที่คุณกำลังทำ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราล้มเหลว?
คุณก็จะมีความกล้ามากขึ้นในการที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆในชีวิตและไม่สนใจในสิ่งที่คนอื่นกำหนดให้คุณว่าคุณไร้สาระหรือคุณเป็นคนยังไงคุณก็เป็นคนกำหนดตัวคุณเองและกล้าที่จะเดินในเส้นทางที่ตัวเองเลือกนะคะ

1.tiktok
ปีที่แล้วเราเป็นกลุ่มแรกๆที่เล่นแล้วเห็นศักยภาพกว่าจะเล่นจนได้รายได้จริงๆใช้เวลาประมาณ 2 ปีระหว่างนั้นต้องต่อสู้กับคำพูดของคนที่มักจะบอกว่า app นี้เป็น app กาก

ถามว่าทำไมเราถึงยังคงทำต่อเพราะเราเชื่อมั่นว่าระบบของ app นี้ดีจริงๆหลังจากที่ลอง ถึงขั้นที่เชื่อว่ามันเป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่และเราก็คิดถูกจริงๆ

2.nf / np movement
อันนี้ไม่พูดเยอะนะความเชื่อส่วนบุคคล

3.nft crypto art
และใหม่ล่าสุด ท้าทายความเชื่อเก่าทุกอย่างทั้งมวลนั้นก็คือ nft ความเชื่อว่างานศิลปะจะต้องเก็บเป็นฟิสิคอลความเชื่อว่า crypto currency เป็นความ elusive

4.ไม่ทำงานประจำ
เราทำงานประจำทั้งหมด 3 ปีแล้วก็ออกมาทำฟรีแลนซ์เลยทั้งหมด 13 ปีด้วยกัน

5.ไม่ทำงาน ที่จบมา
ซึ่งอาชีพที่เราจบมาเป็นวิชาชีพและมีเกียรติมีหน้าตาในสังคมทุกคนมองว่าเท่ห์ทุกคนมองว่าจบคณะนี้แล้วดูดี แต่เราไม่เลือกที่จะทำงานในสายที่จบมาด้วยหลายๆเหตุผล

เราไม่ได้บอกว่าทางเลือกที่เราเดินมันถูกและทุกคนควรจะสวนกระแสแต่เราอยากจะให้ทุกคนมีความกล้าในการที่จะเลือกเดินทางเดินที่ตัวเองอยากจะไปและคิดว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้องและไม่เดือดร้อนใครนะคะ

เราเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน?

เราเชื่อว่าครอบครัวมีส่วนมากต่อการประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จแต่ในฐานะที่ตัวเราเราเองก็เบาๆเรื่องความสำเร็จอะไรนี่ไปแล้ว เราจะพูดในฐานะของคนที่อยู่อย่างมีความปิติในทุกวันแล้วกัน

1.อย่างแรกเราไม่รู้ของคนอื่นเป็นยังไงนะแต่พ่อเราซื้อการ์ตูนให้เราอ่านตั้งแต่เด็ก ซื้อ playstation ให้เล่น แล้วพ่อก็มีความรู้ทางศิลปะเยอะมากนอกจากนี้พ่อก็ปลูกฝังให้เรารักภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก

2.แม่ไม่เคยห้ามเราในเรื่องใหญ่ๆที่เราตัดสินใจเองไม่เคยห้ามเราทำอะไรยกเว้นเรื่องที่ไม่ได้จริงๆแกจะบอก

3.พี่น้องเราทุกคนอ่านการ์ตูนแต่เด็กมีน้องที่ชอบวาดรูปเหมือนกันและเก่งมากสมัยก่อนคิดว่ามันเก่งกว่าเราอีกในเรื่องการวาดแต่น้องเรามันเป็นสายเนี้ยบ

4.พ่อปลูกฝังให้เราทำอาชีพที่ชอบเลือกสิ่งที่ชอบมาแต่เด็กแต่สิ่งที่พ่อขอเอาไว้อย่างเดียวคือให้เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ แต่จะเอนท์คณะอะไรก็เรื่องของเรา

5.ครอบครัวเราทุกคนเปิดกว้างทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพศาสนาหรืออื่นๆ

6.พ่อไม่เคยห้ามแม่ไม่เคยห้ามพี่น้องไม่เคยห้ามว่าจะเรียนอะไรออนไลน์แต่ขอให้ออกเงินเองแล้วกันอย่าเดือดร้อนคนอื่น

7.มีน้องสาวที่เก่งมากในระดับที่วาดและออกแบบงานเป็นอาชีพ แต่น้องเราไม่ค่อยชอบโปรโมทตัวเอง

8.มีพี่ชายให้ที่อยู่อาศัย ก็เลย(ยัง)ไม่ต้องมีภาระผ่อนบ้าน

9.ครอบครัว ไม่สนับสนุนให้ทำงานประจำ

10.พ่อและแม่ (พี่น้องด้วย) ชอบที่เราวาดรูปได้ดี

จะว่า โชคดีก็ได้ ต้นทุนดี

เราเริ่มเชื่อในหนังสือ outlier ไม่ใช่เพราะว่ากฎหมื่นชั่วโมงแต่เป็นเพราะเราเติบโตมาในครอบครัวที่อย่างแรกคือสนับสนุนในสิ่งที่เราทำ

เมื่อก่อนเคยโกรธโม่งที่ชอบหาว่าบ้านเรารวยเลยทำอย่างที่เราทำได้ แต่คิดไปมาเออเราคงใช้ชีวิตดูรวยจริงๆที่ผ่านมา แต่ก็ต้องขอบคุณมากๆที่บอกว่าบ้านรวยจะถือว่าเป็นการให้พรละกันนะคะ อีกอย่างก็คือความรวยในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันด้วยสิบางคนมีเงินเยอะหรือว่ารวยแต่สำหรับเราถ้าต้องทำงานหนักมากๆแลกกับเงินเยอะๆ เอาสุขภาพไปแลก ณตอนนี้เราก็ไม่เอาเหมือนกัน

ไม่ได้หมายความว่าคนที่เติบโตในครอบครัวที่ไม่ได้สนับสนุนในสิ่งที่คุณทำแล้วคุณจะประสบความสำเร็จไม่ได้นะคะเราก็เห็นหลายๆคนที่ครอบครัวไม่ได้เห็นด้วยแต่ก็ยังคงเส้นทางนั้นอยู่ก็มีเราก็เอาใจช่วยและก็หวังว่าทุกคนจะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ใครที่เข้าใจผิดว่าเรา คือนักวาด เราไม่ใช่นักวาดแล้วนะ เราเป็น ‘ครีเอเตอร์'(เน้นวีดีโอสั้น) นานมากแล้ว และจะอัพไปสายนั้น จริงๆไม่ค่อยอยากติดป้ายให้ตัวเองว่าเป็นอะไรเพราะเป็นหลายอย่างเหลือเกินมีความสนใจหลายอย่าง

ที่อัพสกิล เพื่อให้ภาพดูดีไม่ขัดตาเฉยๆ แล้วก็ลับมือด้วยงานวาด

โดยส่วนตัวเราไม่ได้ติดว่าจะต้องทำงานวาดเป็นอาชีพแล้วต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการวาดอย่างเดียวเรามองกว้างๆก็คือภาพเป็นทูลหรือเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเฉยๆ

เป้าหมายของเราในภายภาคหน้าคือการทำภาพให้เป็นอนิเมชั่นก็คือมีการขยับเคลื่อนไหวภายในภาพทั้งๆที่ภาพมีความละเอียดสูงอันนั้นอาจจะต้องเรียนเพิ่มซึ่งลงเรียนไว้แล้ว แล้วถ้าทำได้ก็อาจจะเรียนโรโตสโคปเพิ่ม หรือไอ้อันหลังเนี่ยอาจจะลองทำไปเลยอาจจะไม่เรียน (ซึ่งเคยลองไปบ้างแล้ว)

ส่วนการ์ตูน อันนี้เป็นมิชชัน

Day18/365
คุยกับเพื่อนมืออาชีพชาวเม็กซิโก Hector E Sevilla
Featured artist ของโคเรลเพนเตอร์ เขาบอกว่าถ้าเปรียบเสมือนการทำฟาร์มฝีมือของเราคือระดับที่ปลูกผักปลูกอะไรได้แล้วแต่เราจะต้องกำจัดวัชพืชที่ขึ้นอยู่ตามพืชผักต่างๆด้วยนั่นก็คือ cancer line/rogue line เส้นมะเร็งก็คือเส้นที่ไม่ไปกันได้กับ perspective ของรูป นอกจากนี้เขายังบอกว่าเราไม่ควรซูมมากเกินไปอย่างเช่นถ้าวาดใบหน้าก็ไม่ควรจะซูมจมูกซูมปากควรจะซูมออกให้เห็นภาพรวมมากกว่าที่จะซูมเข้าไปให้เห็นรายละเอียด

นอกจากนี้เส้นของรอยยับหรืออนาโตมี่จะต้องสอดคล้องกับ perspective ด้วยเช่นกัน

background หรือสิ่งที่อยู่ข้างหลังเส้นจะแย่หรือเพ้นท์หยาบก็ได้แต่บริเวณหน้าคนกับมือหรือส่วนที่สำคัญต่างๆจะต้องค่อยๆวาด

นอกจากนี้เขายังบอกว่าให้เราฝึกสมาธิอันนี้บอกตรงกันกับเพื่อนอีกคนหนึ่งนั่นก็คือเราไม่ได้ต้องการทำหรือวาดมากขึ้นแต่สิ่งที่เราต้องการก็คือการวางแผนที่มากขึ้นแล้ววาดให้ช้าลง นอกจากนี้เขาก็แนบคลิปวีดีโอมาให้ดู 1 คลิปเป็นขั้นตอนการวางแผนของนักวาดคนนี้ว่าเขามีขั้นตอนการวางแผนอย่างไรในการสร้างภาพขึ้นมา 1 ภาพ

ส่วนเพื่อนอีกคนบอกว่าเราเสียเวลาไป 80% กับสิ่งที่ได้ผลแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เราต้องทำกลับกันนั่นก็คือทำ 20% ได้ผล 80%ถ้าเราปรับที่ความเรียบร้อยของรูปอีกนิดจะดึ

และโฟกัสที่คุณภาพมากกว่าจำนวน
https://www.youtube.com/watch?v=INc_AKMForI

2017 downturn of my drawing’s life Vs 2021
บอกเลยว่า เราใช้แรงเยอะ(สุดในชีวิตแล้ว)
ในการเอาชนะตัวเองครั้งนี้
จากจุดที่ต่ำสุดในชีวิต ราวปี 2015-2017
ผ่านคำด่าจำนวนมากของคนที่ไม่รู้ ว่าชีวิตเราต้องเจอกับอะไร

รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่ไม่เลิกวาด
ลงเรียนคอร์สน่าจะเป็นสิบแน่นอน

และบอกเลยว่า การที่มือตกครั้งนั้น จะเป็น asset หนึ่ง
ที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา
เพราะมันทำให้เรารู้ว่า เราจะไม่เลิกวาดแน่นอน
ไม่ว่าเจอกับเหตุการณ์ไหน
และบอกได้เลย มันคือการต่อสู้
กับศัตรูที่ยากที่สุด ‘ตัวเอง’

สรุปวิธีออกจากอาร์ตบล็อกที่ไม่ใช่แบบธรรมดาเลย นั่นคือ Major artblock หรือ ที่กินระยะเวลายาวนานมากเป็น 10 ปี ๆ

1.major artblock เกิดจาก’วิกฤตชีวิต’ค่ะ ข้อแรกที่คนบอกว่า ให้ไปข้างหน้าลืมบาดแผลที่เราเป็นตอนนี้มันเหมือนหลังจักรยานล้มแล้วโดนถีบซ้ำเราไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นหรือเปล่านะแต่เวลาที่เราได้ยินเพื่อนบอกให้ move on โดยส่วนตัวเราคิดว่าเพื่อนอาจจะเบื่อที่จะฟังปัญหาของเราเราก็ควรจะไปหานักจิตวิทยาหรือว่าใครที่สามารถรับฟังปัญหาเราได้แทนเพราะว่าการmoveonในทันทีทันใดนอกจากจะทำให้บาดแผลของคุณไม่ได้หายแล้วมันยังเกิดเป็นแผลเรื้อรังและกลายเป็น edge of tomorrow คุณแค่ต้องการคนฟังค่ะคนฟังที่ฟังจริงๆและช่วยเหลือคุณจริงๆ สิ่งที่สำคัญคือคุณควรหยุด หยุดวาดจริงๆอย่าเพิ่งวาดค่ะซักประมาณเดือนนึงก็ได้ค่ะไป retreat ก่อนไปพักผ่อน ให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นก่อนนะคะ ถ้าทำได้ก็หานักจิตวิทยาค่ะหาคนที่เขาจะฟังเราจริงๆและช่วยเราแก้ไขปัญหาจริงๆที่ไม่ใช่แนวถีบส่ง

2.ทำยังไงให้ยังคงแพสชันในสายวาดอยู่ ต้องบอกเลยว่าต้องใช้ความอดทนอย่างมากนะคะในการที่คุณจะวาดรูปต่อทั้งๆที่ผลงานออกมาไม่ได้ดีแล้วก็เจอสังคมรุมด่างาน ว่างานแย่ลงขนาดนี้ ทั้งๆที่คุณก็พยายามแล้วแต่อย่าลืมว่าความพยายามของคุณมันไม่ได้สูญเปล่านะคะทุกวันที่คุณพยายามวาดมันคือการต่อสู้กับตัวเองมันคือการที่คุณต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น

วิธีของเราคือทำไปค่ะอย่าแคร์สื่อค่ะ

3.อย่าไปเสพพวกดราม่ามากๆค่ะมันจะทำให้คุณยิ่งดาวน์นะ แล้วก็เลือกเสพสื่อนิดนึงค่ะถ้าใครที่ toxic สำหรับคุณก็ unfollow เขาไปก่อน

4.เราเข้าใจค่ะว่าmove on เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ควรทำแต่คุณต้องเข้าใจว่าสภาพจิตใจของคนที่มีบาดแผลเขาไม่ได้ต้องการให้คุณบอกว่าเฮ้ยไปข้างหน้าดิอย่ามองไปข้างหลัง ก้าวต่อไปข้างหน้าได้แล้วอะไรทำนองนี้ค่ะทุกคนอยากก้าวไปข้างหน้าค่ะแต่สำหรับบางคนบาดแผลบางบาดแผลแม้ผ่านไป 10 ปีก็ยังสดใหม่เสมอนะคะถ้ามีอะไรที่triggeredนิดหน่อยก็พร้อมจะแผลเปิดเสมอ

5.หยุดทำงานวาดเป็นอาชีพค่ะ อย่างแรกคือคุณต้องรักษาสภาพจิตใจตัวเองก่อนให้คุณหายดีพร้อมที่จะรับงานก่อนนะคะอย่าเพิ่งรีบร้อนกลับไปรับงานทันทีทันใดคุณควรจะแน่ใจก่อนว่าคุณสามารถ handle งานวาดได้จริงๆในสภาพจิตใจแบบนี้ รอให้แข็งแรงก่อนก็ไม่สายค่ะระหว่างนี้คุณสามารถทำอาชีพได้หลายอย่างค่ะถ้าคุณอยากจะทำงานที่ได้วาดรูปไปด้วยครูเป็นอาชีพที่ดีนะคะเพราะครูเนี่ยได้วาดรูปไปด้วยแล้วก็ได้สอนนักเรียนได้เจอเด็กการได้เจอคนบางทีอาจจะทำให้คุณดีขึ้นได้ค่ะแต่มันก็ไม่ใช่สำหรับทุกคนนะคะระวังนิดนึง

Share
Tweet
Pin