fbpx

รีวิว amazon kindle paperwhite 4

by sasi tanadeerojkul


สำหรับเราแล้วเราขาดเครื่องนี้ไม่ได้เลยค่ะเพราะว่าเราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเยอะมาก

แล้วเราเคยอ่านแบบเป็นเล่มมันเปิดดิกไม่ทันใจอันนี้คือมีดิกในตัวนอกจากนี้ยังมี wordwise ที่ถ้าหากเปิดไว้มันจะใบ้คำให้ว่าคำนั้นหมายความว่ายังไง
แล้วเราก็ลองสมัครคินเดิลอันลิมิตไปแล้วด้วยนั่นก็คืออ่านหนังสือได้ไม่จำกัดได้ฟรีเวลา 3 เดือนชอบมากค่ะมีหนังสือให้เลือกเยอะมากแล้วส่วนตัวคิดว่าอ่านเกินอยู่แล้ว(ถ้าเสียตังค์เสียตังค์เดือนละ 9.99 เหรียญ)
สำหรับตัวเครื่องไม่ได้ต่างอะไรกับ kindle 2019 ที่เรามีเท่าไหร่ค่ะแต่เจ๊งไปแต่ตัว paperwhite เป็นเวอร์ชั่นปี 2018 ซึ่งหน้าจอของ paperwhiteจะมีความละเอียดสูงกว่าความสว่างที่มากกว่ากันน้ำได้และคุณสมบัติอื่นๆที่มีเหนือกว่าคินเดิลทั่วไปพูดง่ายๆคือเวอร์ชั่นที่เป็นอัพเกรดเรียบร้อยแล้ว
สำหรับตัวนี้อ่านสบายตามากค่ะเหมือนกับอ่านหนังสือจริงๆเป๊ะๆแต่ที่ดีกว่าคือมันไม่เห็นความหนาของหนังสือก็เลยจะสามารถอ่านได้เรื่อยๆโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระอะไรนัก
สำหรับความช้าไม่ได้ช้าเท่าไหร่ค่ะมีดีเลย์นิดหน่อยตอนเปิดดิกหรือว่าตอนเปิดหน้าต่อไปนิดเดียวเท่านั้น
เราแนะนำว่าถ้าใครอยากฝึกอ่านหรืออยากจะเก่งภาษาอังกฤษควรมีคินเดิลซักเครื่องเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆจากที่เราใช้มา
แพคเกจสวยงามเลอค่ามากด้วย
อันนี้เป็นภาพที่ถ่ายมาจะเห็นได้ว่าไม่มีแสงสะท้อนเลยค่ะหน้าจออ่านง่ายมากๆดีสุดๆ
Kindle paperwhite 32gb
ในชีวิตของการอ่านหนังสือรู้สึกว่าการอ่านด้วยคินเดิลเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างดีมากๆในแบบที่รู้สึกว่าน่าจะแทนหนังสือจริงได้แล้วแต่ในเมืองไทยกลับยังไม่ค่อยhitเท่าไหร่หนังสือที่มีก็ส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าแต่เราซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาเป็นร้อยอยู่แล้วและยังมีดองไม่ได้อ่านอีกเยอะมากก็เลยรู้สึกว่าการซื้อคินเดิลหรือการมีคินเดิลมันดีกว่าไม่มีแน่นอน
สำหรับคนที่ลังเลว่าจะซื้อดีไหมหรือว่ารู้สึกว่ามันสมควรที่จะมีไหมแกดเจทอันนี้ถ้าคุณเป็นพวกรักการอ่านหรือหนอนหนังสือและชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษด้วยคินเดิลเหมาะกับคุณยิ่งกว่าผีเน่ากับโลงผุ
แต่สำหรับคนที่ชอบกลิ่นน้ำหมึกชอบการได้สัมผัสกระดาษจริงๆชอบการได้เปิดกระดาษไปมาเสน่ห์ของมันอาจจะลดลงแต่สำหรับเราเรารู้สึกว่ามันดีมากเพราะว่ามันไม่เห็นความหนาของเล่มทำให้เวลาอ่านอ่านไปได้เรื่อยๆจนจบโดยไม่ท้อก่อน
เรามีคินเดิลประมาณ 4-5 เครื่องทั้งหมดเจ๊งคือใช้จนเจ๊งอ่ะคิดดูละกัน
เป้าหมายของเราคือการเริ่มกลับมาอ่าน fiction อีกครั้งหรืออ่านนิยายเพื่อเสริมในการทำให้คลังคำศัพท์และอื่นๆรุ่มรวยมากขึ้น
แล้วก็คิดไปมาว่ากว่าจะฮิตในไทยคงอีกสักพักใหญ่ๆอาจจะนานหลายปีกว่าจะเข้าไทยแบบจริงจังและคนใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะคนไทยยังชอบในการอ่านหนังสือเล่มอยู่หรือเอาจริงๆก็คือคนไทยไม่ค่อยอ่านหนังสือนะ?

ด้านล่างนี่คือหนังสือที่ดองอยู่ยังไม่ได้อ่านเลยทั้งนั้น
ดังนั้นถ้าได้amazon kindle อันใหม่ที่ซื้อมาแล้วมาก็จะนั่งไล่อ่านตั้งแต่เล่มที่ยังไม่ได้อ่านไปเรื่อยๆและยังไม่ซื้อหนังสือเล่มใหม่จนกว่าจะอ่านหมด โอ้โหอันนี้ยากเลยล่ะต้องห้ามใจสุดๆ

ถ้าถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หันมาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ…

จริงๆคือมาจากคนที่เราเคยชอบคนนึงเขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่แต่เราใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่แล้วเขาบอกว่ามันคงยากที่เราจะสื่อสารกันเพราะว่ากำแพงภาษามันยิ่งใหญ่เหลือเกินจากวันนั้นมาเราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไป 120 เล่มได้ใน 1 ปีทั้งหมดเป็นหนังสือธุรกิจ ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากหนังสือเหล่านั้นและ shape ให้เรามีภาษาที่ดีขึ้น
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ลงเอยกับคนคนนั้นน่ะนะ

แต่เราคิดว่าก็ดีเหมือนกันเพราะว่าเสน่ห์มันอยู่ตรงนี้แหละบางทีการที่เราหวั่นไหวก็เพราะเราไม่รู้จักสิ่งนั้นมากพอถ้าเรารู้จักสิ่งนั้นเยอะๆแล้วหรือการที่เรารู้แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไรมันก็จะไม่เกิดความหวั่นไหวและบางทีความหวั่นไหวมันก็เป็นเสน่ห์เหมือนกันนะ

แต่เป้าหมายของเราต่อไปคือการศึกษา fiction และการศึกษาการเขียน fiction อย่างจริงจังมากขึ้นเพราะเราจะเอามาใช้ในการเขียน description งาน

Related Posts