fbpx

ถึงคนที่หน้าตาไม่ดี อย่ารู้สึกแย่เลย / ได้อะไรงานแฮพเพนนิ่ง/วางแผนอะไร

พอดีอ่าน status นึงของน้องนักเรียนของเราเรื่องที่น้องเขาเคยถูกบูลลี่ เรื่องหน้าตา
แล้วหน้าตาน้องเขาเปลี่ยนกลางคันจากการจัดฟันและอื่นๆและผอมลง
เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเราก็ถูก bully เหมือนกันนี่หว่าเรื่องหน้าตารูปร่างอะไรพวกเนี้ย


1.สมัยก่อนเราหน้าตาไม่ใช่แบบปัจจุบันนี้100 เปอร์เซ็นแต่เราไม่ได้ไปทำศัลยกรรมมา ที่เราไม่ทำเราไม่ได้ว่าคนทำนะเราว่าคนที่ทำกล้าดีแต่ที่เราไม่ทำเพราะเราไม่ได้รู้สึกไม่มั่นใจหรือรู้สึกว่าจะต้องสวยขนาดเบอร์แรงอะไรแบบนั้นเราแค่อยากดูหน้าตาดีในระดับที่ตัวเราเองมั่นใจในลักษณะหน้าตาของตัวเองเราแค่จัดฟันแล้วก็ไปตัดไฝออก 2 เม็ดบนหน้าก็คือหน้าไม่มีไฝ แล้วชีวิตมันดีขึ้น อย่างแรกที่เกิดขึ้นคือเรามั่นใจมากๆมากขึ้นกับหน้าตาของเรา

2.สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรรู้ป่ะ
คือเวลาแต่งหน้าแต่งตัวอะไรแบบเนี้ยมันจะเห็นได้ชัดว่าคนรอบข้างปฏิบัติต่างออกไปจริงๆแหละแต่เราไม่ได้ทำแบบนั้นทุกวันเราเน้นตัวเราเองสะดวกไว้ก่อน

3.คือเรายังเชื่อเหมือนเดิมนะว่ามนุษย์ควรจะปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียมหรือปฏิบัติเสมือนเขาเป็นคนสำคัญเหมือนกันเพราะสุดท้ายแล้วเราไม่รู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญต่อชีวิตเราหรือเปล่าเรื่องแบบนี้มันต้องวัดกันยาวๆ แต่ต่อให้เขาไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อเราเราก็ต้องปฏิบัติต่อเขาเท่าเทียมอยู่ดีเราเรียกร้องความเท่าเทียมจากสังคมเราเรียกร้องความเท่าเทียมจากรัฐบาลแต่เรากลับปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไม่เท่าเทียม

4.เราเคยโดน bully นะเหตุผลเพราะหน้าตาเนี่ยแหละ…..แค่พึ่งนึกถึงความทรงจำนี้ออกมาได้ตอนที่ไปตอบสเตตัสน้องเขา เราเคยโดนล้อเลียนอย่างเช่น อีไฝ ป้าแว่น

โดนเพื่อนล้อเลียนว่าทำไมไม่เป็นแฟนกับมุ่ย
แล้วเพื่อนตอบว่าอี๋ย์ ไม่เอาหรอก
(ทำไมไม่ถามบ้างว่าชั้นอยากเป็นแฟนเธอหรือเปล่าเนี่ย)
อะไรทำนองนี้เคยเยอะมากมานั่งนึกๆดูว่าเราโดน bully เยอะมากนอกจากเรื่องการเรียนแล้วก็มีเรื่องนี้แหละที่โดน bully

คือเป็นอะไรมากหรือเปล่าคนล้อเลียนปมคนอื่นเนี่ยมีปมหรือไงนะ

แต่ก็ต้องขอบคุณนะเพราะว่ามันทำให้เราผลักดันตัวเอง

5.เรามีเงินพอที่ทำเลสิกแต่เรายังไม่ทำเพราะเรารู้สึกว่าการใส่แว่นมันก็โอเค

เดี๋ยวเอารูปสมัยก่อนมาโพสต์ขอไปขุดก่อน

รูปนี้คือสมัยพัฒนาทรงผม การแต่งตัว แต่ยังจัดฟันไม่เสร็จ แล้วรูปยังไม่พัฒนาหายไปหมด หาชัดๆไม่เจอ

โพสต์ที่แล้วเราถึงบอกไงว่าถ้าคุณยังหน้าตาไม่ดีหรือคุณรู้สึกแย่กับเรื่องนี้คุณสามารถแก้ไขได้โดยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นกับมันมากขึ้นโดยการแก้ไขมันจะทำศัลยกรรมหรือทำอะไรก็แล้วแต่คุณถ้าคุณมีปัญญาที่จะทำและมีความสุขที่จะทำมันแต่ว่าถ้าคุณปล่อยบาดแผลเรื่องนี้ไว้เช่นนั้นมันจะกลายเป็นปมในใจของคุณนะคะ ยกเว้นว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่บิ๊กดีลหรือเรื่องใหญ่สำหรับคุณ

เรามาพูดต่อประเด็นเรื่องปมหน้าตา

เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่าเราแนะนำให้แก้ไขจริงๆแล้วเราคิดว่าควรแก้ไขในกรณีที่คุณคิดว่ามันเป็นปัญหาต่อความมั่นใจโดยรวมมากกว่าค่ะเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพราะว่ามันส่งผลกระทบต่อตัวคุณโดยตรงนั่นก็คือถ้าคุณคิดว่าการที่คุณหน้าตาหรือรูปร่างไม่ดีมันทำให้คุณไม่มีความสุขหรือทำให้คุณรู้สึกแย่คุณถึงควรแก้ไขเรื่องนี้

ถ้าพูดจาแบบเฝือหน่อยก็คือจริงๆแล้วคุณควรมีความสุขได้ทุกสถานการณ์คุณควรมีความสุขกับตัวเองตอนนี้ให้ได้ก่อน

แต่ถ้าคุณไม่ได้รู้สึกแย่เรื่องนี้คุณไม่ต้องแก้ไขก็ได้เพราะเรื่องหน้าตาดีหรือหน้าตาไม่ดีมันซับเจคทีฟเหมือนที่เราเคยบอกไว้นั่นก็คือมันแล้วแต่บุคคลว่าคนเราจะมองคนหนึ่งหน้าตาเป็นอย่างไรหน้าตาดีหรือไม่ดีไม่ใช่ว่าทุกคนมองเหมือนกันหมด

แต่สิ่งที่สำคัญคือทุกคนดูดีได้ในแบบของตัวเองถ้าทุกคนพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆคุณอยากรู้ไหมว่าตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดมันจะเป็นอย่างไรให้ลองพัฒนาตัวเองดูค่ะ

แต่ที่สำคัญคือคุณไม่สามารถบ่นได้ว่าสังคมให้คุณค่ากับคนที่หน้าตาดีมากกว่าหรือว่าสังคมให้สิทธิพิเศษกับคนหน้าตาดีมากกว่าอันนี้มันเป็น mandatory ของสังคมอยู่แล้วหมายถึงเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ยากยกเว้นเราจะสร้างโครงการรณรงค์อะไรบางอย่างแล้วอยู่ๆสังคมก็เกิดการยอมรับและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาแต่มันก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อนและสะท้อนไปหาคนอื่นเหมือนเกลียวคลื่น

วันก่อนเราฟังศิลปินนักวาดชาวต่างประเทศท่านหนึ่งพูดเขายังบอกเลยว่าเวลาฝึกวาดรูปควรวาดคนหน้าตาดีก่อนเพราะว่าคนหน้าตาดีมีสัดส่วนที่ symmetry แล้วก็หลายๆส่วนสวยงามแล้วก็ถูกจัดมาหมดแล้วทำให้วาดได้ง่ายขนาดเรื่องนี้ยังมีสิทธิพิเศษหรือว่ามี privileged ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลยคือพูดง่ายๆทำเหมือนที่เราบอกก็คืออย่าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ให้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ค่ะแล้วเราจะไม่ทุกข์นะ

อีกประเด็นหนึ่งนะคะก็คือเรื่องคนหน้าตาดีกับคนหน้าตาไม่ดีเวลาที่คนหน้าตาดีทำอะไรผิดสังคมมักจะให้อภัยคนหน้าตาดีหรือว่ามีหน้าตาน่ารักไว้ก่อน

จริงๆเรื่องหน้าตาดีหน้าตาไม่ดีอะไรเนี่ยมันเป็น perception ล้วนๆเพราะว่าหน้าตาดีของอีกคนกับหน้าตาดีของอีกคนมันไม่เหมือนกันและหน้าตาไม่ดีก็เหมือนกันก็คือบางคนอาจจะมองว่าคนที่หน้าตาดีบางคนหน้าตาไม่ดีก็ได้เพราะว่าเขามีประสาทรับรู้คนละแบบกับเรา

และอีกเรื่องคือมันขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละคนการปรับปรุงตัวเช่นบางคนไปจัดฟันมาบางคนไปสักคิ้วมาบางคนไปลดน้ำหนักจนตัวเองดูดีขึ้นจนหน้าตาดี

โดยพื้นฐานแล้วถ้าคุณมีโครงหน้าที่ดีอยู่แล้วคุณลดน้ำหนักหน้าตาคุณก็จะดูไม่ได้แย่มากอยู่แล้วนะคะแล้วแต่งตัวแต่งหน้าสักหน่อยมันก็หน้าตาดีได้

แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณเกิดมาแล้วไม่ได้มีโครงหน้าที่ดีถ้าอยากหน้าตาดีต้องไปทุบหน้าอะไรแบบนี้เรามองว่าให้แก้เรื่องที่ยากที่สุดคือเรื่องหุ่นก่อนถ้าหุ่นดีบุคลิกภาพดีแล้วคุณมีความสามารถคุณก็จะดูดีขึ้นได้ค่ะ

กลับมาที่ประเด็นสังคมให้คุณค่ากับคนหน้าตาดีไม่ใช่แค่สังคมหรอกคุณดูตัวคุณเองก่อนตัวคุณเองให้คุณค่ากับคนหน้าตาดีก่อนไหมคุณเองเป็นยังไงคุณก็จะมองว่าสังคมเป็นแบบนั้นแหละมันคือผีเห็นผีหรือคิดว่าตัวเองเป็นยังไงก็จะมองสังคมเป็นแบบนั้นไปด้วย

ถ้าคุณเป็นคนที่ให้คุณค่ากับคนที่จิตใจก่อนนั่นเป็นเรื่องที่ดีมากแต่ยังมีมนุษย์ส่วนมากที่เขายังใส่ใจเรื่องแพคเกจจิ้งเขายังใส่ใจเรื่องลักษณะภายนอกอยู่มากเพราะคนเราไม่สามารถมองทะลุกันถึงจิตใจได้

สำหรับเราเราคิดว่าเรื่องนี้มันเถียงกันได้ไม่รู้จบการที่ไปมองว่าคนอื่นได้สิทธิพิเศษหรือคนหน้าตาดีมีสิทธิพิเศษมากกว่าเรื่องนั้นมันเป็นเรื่องปกติของสังคมโลกอยู่แล้วนะคะซึ่งไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ และตามหลักการเราไม่ควรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่เราควรเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้และมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงได้

มนุษย์ทุกคนชอบคนหน้าตาดีแต่
ทุกคนที่ดูแลตัวเองให้ดีขึ้นก็สามารถหน้าตาดีขึ้นได้นะคะ สู้ๆนะคะ

ที่นี้เราจะบอกว่าหลายๆคนพอเห็นเราพูดว่าคุณควรมีความสุขกับตัวเองให้ได้ในตอนนี้ก่อนแม้ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตามอันนี้บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันค่อนข้างทำยากเพราะถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมากๆแล้วจะให้มีความสุขได้อย่างไร?

ก่อนอื่นเราบอกก่อนว่าความสุขเป็น state of mind เป็นลักษณะของสภาพทางจิตใจแบบหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วมันปะปนไปด้วยความรู้สึกหลายๆรูปแบบไม่ว่าจะเป็นความปิติยินดีความภาคภูมิใจและอื่นๆ

และถ้าพูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องพูดถึงอีกสิ่งหนึ่งที่พูดกันหนาหูมากนั่นก็คือเงินซื้อความสุขได้หรือไม่เราจะบอกว่าเงินซื้อความสุขได้ค่ะแต่ว่าเป็นความสุขแบบที่เป็นระดับผิวตามสามเหลี่ยมของมาสโลว์พอคนต้องการถึงระดับหนึ่งความต้องการในการใช้เงินมันจะกลายเป็นเราจะต้องการเข้าใจตัวเองและต้องการเข้าถึงตัวเองมากขึ้นหมายความว่าทักษะในการเข้าใจตัวเองหรือเข้าถึงสภาพหรือสภาวะจิตหรือของตัวเองเราไม่ได้ต้องใช้เงินแต่แน่นอนว่าเราต้องผ่านสภาวะที่มีเงินมาแล้วนะเราถึงรู้สึกเข้าใจตัวเองได้เพราะว่ามนุษย์ยังต้องการเงินอยู่ในการดำรงชีวิตเพื่อทำให้ชีวิตรู้สึกปลอดภัย

แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้มนุษย์มีความสุขมนุษย์มีความสุขจากประสบการณ์ซะมากกว่าค่ะซึ่งเงินจะมาเติมเต็มตรงนี้ได้ส่วนหนึ่งนั่นก็คือมันทำให้มนุษย์สามารถซื้อประสบการณ์ใหม่ๆได้ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นซื้ออาหารแบบใหม่ๆซื้อรถซื้อบ้านหรือแม้กระทั่งซื้อเสื้อผ้าพวกนี้ล้วนเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิตซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ก็ไม่เหมือนตัวเก่าแล้วมันทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นแต่ความสุขเหล่านี้มันเป็นความสุขที่เราไม่ได้สร้างได้ด้วยตัวเองเราต้องการบางอย่างมาเติมเต็มชีวิตเรา

ขั้นต่อมาคือแล้วเราจะสร้างความสุขได้อย่างไรด้วยตัวเองก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราทำอะไรแล้วรู้สึกมีความสุขมากๆเลยไม่ต้องได้ตังค์ก็ได้เราต้องหาสิ่งนี้ให้เจอก่อนค่ะในเบื้องต้นสุดท้ายสิ่งนี้มันอาจจะกลายเป็นอิคิไกของเราก็ได้

เดี๋ยวไว้มาเขียนต่อวันหลัง

มีความผูกพันกับหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรกเห็นชื่อของผู้เขียนคือคุณศศิซึ่งชื่อเดียวกับเราแล้วก็ชอบปากกาหมึกซึมเหมือนกันเรานี่เป็นแฟนปากกาหมึกซึมตัวยงเลยล่ะเดี๋ยวต้องลองอ่านดูสักหน่อย

กลับมาเอาจริงกับวีดีโอสักพักหนึ่ง

1.ช่วงนี้เราสมัคร account ทดลองต่างๆเยอะมากแบบจ่ายเงินจริงนะมี account ของ veed (บริการทำ subtitle video)/pictory/lumen5
ที่กำลังดูๆอยู่และว่าจะลองต่อมี Vyond /Sonix ซึ่งบริการทั้งหมดเป็นบริการเกี่ยวกับวีดีโอ

2.คนบอกว่าถ้า metaverse มาวีดีโอจะตายแต่เราเชื่อว่ายังไม่ตายมันย้ายที่อยู่

3.เราเชื่อว่าติ๊กต๊อกจะสามารถสร้างรายได้จากวิดีโอได้ภายในควอเตอร์แรกของปี 2022 เราจึงเตรียมตัวเรื่องนี้เอาไว้

4.เรายอมรับว่าช่วงหลังหลังเราทำ YouTube ไม่ค่อยขึ้นจริงๆนะอาจจะเพราะว่าเราไม่เข้าใจเทคนิคในการโปรโมทที่แท้จริงของ YouTube ซึ่งเรากำลังศึกษา seo YouTube อยู่อย่างหนักหน่วงแล้วสมัคร Tubebuddy ไปเรียบร้อยแล้วแบบที่ทำ seo ได้เพราะเมื่อก่อนตอนระวังคลิปแล้วได้เป็นแสนวิวมันไม่ต้องโปรโมทอะไรเลยวางทิ้งเฉยๆก็ได้แต่สมัยนี้มันไม่ได้แล้วเพราะการแข่งขันมันสูง

5.เราจะศึกษาเรื่อง video ให้ถ่องแท้หน่อย

เราจะมาอธิบายว่าเราวางแผนเรื่องอะไรอยู่เกี่ยวกับวีดีโอนั่นก็คือเราพยายามวางแผนทำกึ่ง automate กับ video

1.เราซื้อโปรแกรมหนึ่งมาชื่อว่า Speechelo ซึ่งเป็นเสียงการพูดของ AI ที่คล้ายมนุษย์มากจนแยกไม่ออกเรากำลังคิดอยู่ว่าเราอาจจะใช้โปรแกรมนี้ในการทำคลิปหรือทำอะไรสักอย่างแต่เราได้ Speechelo worldwide มา ซึ่งตัว worldwide มันดีตรงที่สามารถหาข้อมูลได้อีกแบบก็คือการถอด script ของคลิปวีดีโออื่นๆออกมาได้เลยโดยไม่ต้องนั่งดูวีดีโอจนจบแต่มันก็ไม่สามารถแทนการดูวีดีโอจริงๆได้อยู่ดี

2.ที่นี้สิ่งที่เราทดลองก็คือเราทดลองเขียนสคริปเป็นภาษาไทยแล้วเอาโยนเข้า google translate เสร็จแล้วโยนเข้า Pictory เพื่อสร้างวีดีโออัตโนมัติปรากฏว่ามันเวิร์คใช้ได้เหมือนกันเพียงแต่ตัว Pictory มีข้อเสียที่เราพบหลายข้อนั่นก็คืออัด voice over ไม่ได้เราก็เลยไปลองLumen5 ปรากฏว่าก็พบปัญหาอีกสำหรับ script ที่มันยาวๆมากๆเราว่าสุดท้ายมันต้องแมนวลหรือว่าทำเองถ้าสคริปต์สั้นๆติ้กต้อกใช้พวกนี้พอได้อยู่

3.ส่วนตัวทำ subtitle ที่สามารถโหลด SRT,VTT หรือไฟล์ subtitle ออกมาแล้วอัพโหลดเข้า YouTube ได้โดยตรงก็น่าจะเป็น Veed แต่เราทดลองอีกตัว ชื่อ Sonix ด้วยเป็นถอดทรานสคริปสำหรับpodcast

4.ถามว่าทั้งหมดนี้เราทำไปแล้วมันจะคืนทุนหรือเปล่าอันนี้เรายังไม่รู้เพราะว่าเราลงทุนกับอันนี้เพื่อทดลองว่าตัวไหนมันเป็นตัวที่เวิร์คจริงๆแล้วเอามาใช้งานจริงๆเราจะใช้เวลาเดือนเดียวในการ test ว่าตัวไหนเวิร์คและสามารถใช้งานได้จริง

5.แล้วเราจะเอามาใช้ช่วยทำคอร์สด้วย

ความเสียหายในงานแฮพเพนนิ่ง

มีความผูกพันกับหนังสือเล่มขวานี้ตั้งแต่แรกเห็นชื่อของผู้เขียนคือคุณศศิซึ่งชื่อเดียวกับเราแล้วก็ชอบปากกาหมึกซึมเหมือนกันเรานี่เป็นแฟนปากกาหมึกซึมตัวยงเลยล่ะเดี๋ยวต้องลองอ่านดูสักหน่อย

Share
Tweet
Pin