รีวิวเทคนิคจำแบบกาวตาช้างติดสนิทไม่มีวันลืมใน 1 นาที

ซื้อหนังสือเล่มนี้มา เทคนิคจำแบบกาวตาช้างติดสนิทไม่มีวันลืมใน 1 นาที เค้าเน้นเรื่องความสำคัญของการทบทวนว่าจริงๆแล้วสมองเราไม่สามารถจำได้ทุกอย่างหรอกแต่สิ่งที่เราจำได้เป็นเพราะว่ามันแปลเป็นความทรงจำระยะยาวเรียบร้อยแล้ว ความทรงจำระยะสั้น มันเหมือนการจุดไม้ขีดซึ่งต้องจุดไม้ขีดหลายครั้ง กว่าจะกลายเป็นเทียนไขหรือความทรงจำระยะยาว

มีเทคนิคการจำเส้นทางเป็นภาพแล้วก็ แปลงสิ่งที่รู้เป็นภาพให้หมดจะได้จำได้ แล้วก็เป็นภาพตลกตลกซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นเทคนิคที่เราได้รู้จักจากหนังสือเรื่องเรียนเก่งเรื่องกล้วยๆ ของอาดัม คูมาแล้ว และหนังสือเกี่ยวกับการจำทุกเล่มจะเน้นเกี่ยวกับเรื่องนี้เสมอแต่เล่มนี้ เน้นเป็นพิเศษเรื่องของการจำเส้นทางแล้วเอามาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราอยากจะจำในหนังสือ ถึงกระนั้นหนังสือก็ยังอ่านเพลินได้อยู่ นอกจากนี้ยังมีวิธีการเรียนภาษาอังกฤษที่ทำให้เราเพลิดเพลินเค้าบอกว่าเราควรจะฟังหรือดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษแล้วก็ค่อยค่อยย้อนไปดูฉากที่เราสนใจเป็นฉากฉากไปจนกว่าจะทำความเข้าใจกับฉากนั้นได้แล้วก็ พยายามพูดตามหรือชาโดว์อิ้ง

นอกจากนี้เขายังบอกว่าถ้าเราไม่สามารถแปลงความทรงจำเป็นภาพได้ให้พยายามนึกถึงเหตุการณ์ในแต่ละวันแล้วก็พยายามแปลงให้สิ่งที่เราอยากจำกลายเป็นประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เพราะว่าเราจะจำมันไปกลายเป็นความทรงจำระยะยาวมันเหมือนกับผู้เล่นจะจำได้ดีกว่าคนที่แค่เป็นผู้ดูในสนาม

หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายแล้วก็อ่านจบได้ระยะเวลาไม่นาน เหมาะกับทุกคนที่กำลังเตรียมสอบหรือว่ากำลังอ่านหนังสือสอบอยู่หรือต้องการจำได้ดีขึ้นซึ่งหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าการทบทวนนั่นเองคือหัวใจของการจำ

อันที่น่าสนใจก็คือเวลาอ่านหนังสือสอบพวกข้อสอบปรนัยเราอ่านหนังสือแบบวงข้อที่ถูกเลยแล้วอ่านทบทวนเลยแล้วเขียนขีดฆ่าข้อที่ผิดแล้วก็แก้ไข อันไหนจำแล้วก็ให้ขีดด้วยปากกาหนาๆ อันไหนยังจำไม่ได้ก็อ่านทบทวนจนกว่าจะจำได้

นอกจากนี้ก็มีการลดปริมาณของข้อมูลเช่นการจำคำศัพท์ 30 คำก็ลดเหลือจำวันละ 10 คำ แบ่งหนังสือข้อสอบออกเป็นส่วนส่วนแล้วก็จำเป็นส่วนส่วนไปไม่ต้องเครียดว่าจะต้องอ่านให้จบภายในทีเดียวแต่ต้องทบทวนแต่ละส่วนให้ได้เยอะที่สุด

พลิกดูหน้าหนังสือโดยการเช็คสารบัญและพยายามอ่านสารบัญก่อนอ่านคำนำและพยายามจำสารบัญให้ได้มันก็จะจำเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือได้ นอกจากนี้การเล่าเนื้อหาในหนังสือมันก็ช่วยทำให้จำเนื้อหาได้มากขึ้นมากกว่าเดิมดีมาก ให้คุณอ่านสารบัญก่อนแล้วก็พยายามอ่านทบทวนหลายหลายรอบคุณจะจำและสามารถเชื่อมโยงในแต่ละหัวข้อได้เอง รวมถึงอาจจะใช้ร่างกายร่วมด้วยในการที่จะจำในแต่ละส่วนเช่นอาจจะใช้ส่วนต่างๆของร่างกายมาร่วมจำหรือสถานที่ต่างๆก็ได้

สรุปแล้วเป็นหนังสือที่อ่านดีค่ะอ่านง่าย มีประโยชน์เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยที่กำลังเคร่งเครียดกับการสอบ

อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่

เอาใหม่นะ ขอเขียนใหม่แบบเต็มๆ
อ่านไปครึ่งละ ‘อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่’ ขอบอกความรู้สึกหน่อย ขอระบายออก

Read moreอิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่

รีวิวหนังสือ:คุณคือผู้โชคดี ของคุณใบพัด ภาณุมาศ ทองธนากุล ผู้เขียนการลาออกครั้งสุดท้าย

เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งค่ะ

Read moreรีวิวหนังสือ:คุณคือผู้โชคดี ของคุณใบพัด ภาณุมาศ ทองธนากุล ผู้เขียนการลาออกครั้งสุดท้าย

รีวิวและสรุปเนื้อหาหนังสือเทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ

1.ถ้าคุณอ่านหนังสือแล้วไม่เคยจำได้แปลว่าความรู้ไม่หลงเหลือเลย เหมือนเอากระชอนไปตักน้ำ

2.รับข้อมูลมากเท่าไร ส่งออกได้เท่านั้น 

3.การรับเข้าที่ดีที่สุด=อ่านหนังสือ

4.เมื่อมีการรับเข้า(อ่านหนังสือ)และส่งออก(สร้างผลงาน)เป็นประจำ จะพบว่าสามารถคิดและตัดสินใจได้ดีขึ้น

5.อินเตอร์เนทเหมือนอาหารชิมฟรีในห้าง ให้แต่ข้อมูล(ที่ล้าสมัยเมื่อเวลาผ่านไป)

6.หนังสือ ได้จากการที่คนเขียนเอาข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นความรู้

7.ควรอ่านหนังสือและเสพสื่ออื่นไปด้วย

8.ความรู้ในหนังสือช่วยประหยัดเวลาได้

9.ซื้อหนังสือ=ซื้อประสบการณ์ในราคาประหยัด

10.มีวัตถุดิบ คือข้อมูลความรู้ ไว้ใช้อยู่เสมอ

11.คนอ่านมากจะดีขึ้นเรื่องการเขียนไปด้วย ยิ่งถ่ายทอดความคิดเป็นตัวหนังสือได้ดี ชีวิตก็จะกีขึ้น

12.การอ่านจะช่วยลดความเครียดความกังวลได้ อ่านหนังสือลดความเครียดให้มากที่สุด

13. การอ่านช่วยให้สมองทำงานอย่างประสิทธิภาพและให้สมองเฉียบคมขึ้นด้วย

14. เราสามารถฝึกสมองได้ด้วยการออกกำลังกายกับการอ่านหนังสือ การอ่านเป็นวิธีการเพิ่มไอคิวที่ดีที่สุด มีผลวิจัยออกมาแล้วว่า การอ่านหนังสือเป็นจำนวนมากช่วยให้ไอคิวสูงขึ้น ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของสมองผู้สูงอายุ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ต่ำ

15. ถ้าอ่านออกเสียงไปด้วยจะกระตุ้นให้เกิดการจำมากขึ้น

16. การอ่านวรรณกรรมจะช่วยให้เราเข้าใจในผู้อื่นมากขึ้น

17.การอ่านจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับตัวคุณในอนาคต

18.ยิ่งอ่านมากรายได้ยิ่งสูง

19. การอ่านเป็นการนำประสบการณ์ของผู้อื่นมาใช้

20. ตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านเพื่อให้มีพัฒนาการและวิธีคิดกับพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าไม่สามารถอธิบายเนื้อหาของหนังสือที่คุณอ่านแล้วให้กับผู้อื่นได้หมายความว่าเรายังไม่เข้าใจหนังสือมันดีพอ

21.สนุกกับการอ่าน=โดปามีนหลั่ง=จำได้

22.ส่งออก สิ่งที่อ่านให้ได้สามครั้งต่อสัปดาห์ภายใน7-10วัน แค่เป็นข้อมูลที่ถูกเรียกใช้บ่อยหรือเป็นเรื่องที่กระตุ้นความรู้สึกสมองก็จะถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องจำ

-อ่านพร้อมจดโน็ตข้อความที่สำคัญไปด้วย

-เล่าเนื้อหาให้คนอื่นฟัง,แนะนำหนังสือให้คนอื่นอ่าน

-เขียนแบ่งปันความรู้สึก,สิ่งที่ฉุกคิด,คำคมจากหนังสือลงใน Facebook 

-เขียนบทวิจารณ์หนังสือ

23.กระตุ้นให้สารสื่อประสาทไหลออกมาจะทำให้จำดีขึ้น นานขึ้น

24.อ่านในขณะช่วงว่าง 15นาที

25.เทคนิคการอ่านหนังสือคือเทคนิคการบริหารเวลา

26.ตัดสินใจว่าจะอ่านหนังสือเล่มไหนก่อนออกบ้านแล้วจะอ่านได้หนึ่งเล่ม

27.อ่านให้เข้าใจจนพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับหนังสือนั้นได้

28.ควรเน้นการอ่านตีความแล้วค่อยอัพการอ่านเร็ว

29.อย่ากลัวหนังสือพัง จดโน็ตและเขียนข้อความระหว่างอ่านหนังสือ

30.ใช้ปากกาเน้นข้อความแล้วใช้ลูกลื่นเขียนความรู้สึก สิ่งที่ฉุกคิดและความเห็นตัวเองบนหนังสือ

31.ป้ายเล่มละ 3ครั้งๆละ 1บรรทัด

32.สกัดข้อมูลโดยการโพสต์สรุปเนื้อหาหนังสือ

33.จำกัดเวลา

34.อ่านก่อนนอนจำดีขึ้น

35.อ่านแสกนเนื้อหาก่อน ไม่ต้องอ่านทุกตัวอักษร อ่านเล่มที่คิดว่ายาก

36.อ่านขณะตื่นเต้น ตอนซื้อมา อ่านเนื้อหาตื่นเต้นเร้าใจจบในวันเดียว

37.ลองไปพบนักเขียน

รีวิวjapan success ธุรกิจสำเร็จได้ด้วยใจรัก

เล่มนี้ก็จะเป็นกรณีศึกษาของธุรกิจญี่ปุ่นหลายๆธุรกิจมีธุรกิจที่น่าสนใจเยอะแยะ
หลายธุรกิจก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนเช่นธุรกิจทำใบไม้ตกแต่งอาหาร, ธุรกิจทำอาหารปลอม, มีธุรกิจหลายอันที่ไม่ได้ลงหนังสือเล่มอื่นๆเลย ธุรกิจแปลกๆ ที่หาจากหนังสือเล่มอื่นไม่ได้ หลักการที่สำคัญก็คือให้ทำในสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราถนัด สิ่งที่มีตลาด(โลกต้องการ) สิ่งที่สร้างรายได้ 
มีหลายอันที่เราประทับใจอย่างเช่นธุรกิจการทำใบไม้บนอาหารได้ใช้ผู้สูงอายุเป็นผู้เก็บใบไม้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้สูงอายุ โดยเริ่มมาจากประเด็นง่ายๆอย่างเช่นการสังเกตว่ากินอาหารแล้วมีคนเก็บเอาใบไม้ประดับอาหารกลับไป  ที่ชอบมากเลยก็คือเก็บข้อมูลจนถึงเกือบโดนเอามีดเฉาะหัว แล้วก็มีประวัติของคนที่คุ้นเคยกันดีนั่นก็คือเจ้าของ uniqlo ทะดะชิ ยะไน ที่ชอบตรงหลักการทำงานว่าคุณภาพสำคัญก่อนแล้วราคามาทีหลัง แล้วก็เพิ่งค้นพบว่าเค้าเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีสิ่งทอมากมายเช่นฮีตเทค แล้วก็มีธุรกิจอีกหลายตัวที่น่าสนใจและไม่ได้เป็นกระแสหลัก เช่นธุรกิจโฮมเมดไอศครีมที่มีรสชาติแปลกๆเช่นรสซากุระ รสพริก แล้วรสอื่นๆทีประหลาด

ท้ายเล่มมีบันทึกและสรุปแนวคิดการทำธุรกิจจากหนังสือสองเล่มนั่นก็คือช้าให้ชนะ และกล้าที่จะถูกเกลียด(อ่านมาหมดแล้ว) สำหรับเรารู้สึกว่าแค่แนวคิดคุณค่าในชีวิตหรืออิคิไกแค่แนวคิดนี้แนวคิดเดียวก็คุ้มราคาหนังสือแล้ว ไม่รวมไปถึงเคสที่มี อยู่ในหนังสือให้ศึกษาหลายเคส ที่ชอบอีกอันก็คือธุรกิจทำอาหารปลอมที่ขั้นตอนทุกอย่างทำเหมือนอาหารจริงเช่นจะหั่นหมูปลอม เหมือนหมูจริง มีการปั้นข้าวปั้นปลอมทำให้รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นใส่ใจกับอะไรเล็กน้อย ต่างจากคนไทยที่ทำอะไรสุกเอาเผากิน

รีวิวหนังสือบริหารเงินดีชาตินี้ไม่มีวันจน

ของอมรินทร์ค่ะ หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องสนุกดี แปลออกมาแล้วก็ยังสนุก ใช้ได้ เป็นสาวเสมียนรัฐกระเป๋ารั่วขาช้อปที่ปลดหนี้กว่า 20,000เหรียญได้ เธอติดหนี้ขนาดจ่ายหนี้ไปก็ไม่มีเงินเหลือ เธอจึงทำแผนลดรายจ่าย แผนไม่ใช้จ่าย โดยหนังสือนี้เป็นรูปแบบของบล็อคมาก่อนโดยทำการตัดรายจ่ายเป็นเวลาหนึ่งปี คีย์สำคัญคือจุดระหว่าง ใช้เงินหมดกับไม่ใข้เลย แต่ต้องบอกว่าวิธีในหนังสือไม่ได้เหมาะกับทุกคนเพราะค่อนข้างหักดิบไปหน่อย และบางอย่างก็ดูเกินไปนิดนึง หนังสือเล่มนี้ เน้นลดและตัดรายจ่าย โดย track ค่าใช้จ่ายและแบ่งเป็นหมวดหมู่หนี้ที่ต้องชำระ ค่อนข้างโหด เน้นจดรายรับรายจ่ายด้วยมือบนสมุดโน็ต และพูดว่าไม่ต้องทำงบประมาณๆแต่สุดท้ายก็ทำบัญชีรายรับรายจ่าย…(ไม่ชอบตรงนี้ นึกว่าจะมีอะไรใหม่ๆ)

และไม่ได้บอกวิธีบริหารเงินเพียวๆตามที่จั่วหัว บอกแค่เทคนิค’การตัดรายจ่าย’เสียส่วนมาก เช่น ขายของที่มี ทิ้งของ ขอเงินคืนทันที และกินข้าวที่ทำเอง มีเทคนิคการเพิ่มรายได้จากงานที่ชอบเล็กน้อย และเทคนิคที่ใช้ก็ไม่ได้ใหม่ แต่อ่านเพลินๆดี รวดเดียวจบ แต่หนังสือก็บอกนะว่าวิธีตัดรายจ่ายออกหมดไม่ได้เป็นวิธีที่ยั่งยืนเสมอไป ที่ถูกคือควรให้รางวัลตัวเองบ้างจ้า
ที่เราชอบในหนังสือเล่มนี้คือมีการจัดรายจ่ายออกมาแบบง่ายมากนั่นก็คือรายจ่ายแบบจำเป็น กับ อยากได้ รายจ่ายจำเป็น นอกเหนือไปจากปัจจัยสี่แล้วก็คือสิ่งที่จำเป็นต่อเรา เช่น สำหรับช่างภาพการลงทุนอุปกรณ์ถ่ายภาพเป็นสิ่งจำเป็น ที่สำคัญคือต้องซื่อสัตย์กับตัวเองในสิ่งที่เป็นสิ่งจำเป็นจริงๆไม่ใช่แค่อยากได้และมีลิสต์รายการงานอดิเรกที่สามารถทำได้เลยโดยใช้เงินน้อย ท้ายเล่ม

มีการบอกถึงความสำคัญของการคุยกับคู่ของคุณในเรื่องนี้ (แผนตัดรายจ่าย)เพื่อจะได้ไม่กระทบกับชีวิตคู่

ที่ชอบคือเป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่อง cliche’ ได้ไม่ Cliche’ ดี

รีวิว Hunger game (บลอคเก่า)

สวัสดีค่ะเอาบลอคที่ exteen มาอัพที่นี่

ไม่ได้เขียนบล็อคนี้นานเลย ทำแต่งาน วันนี้เขียนสั้นๆแล้วกันนะคะ
ปีนี้ตั้งใจไว้ว่า จะทำในสิ่งที่ปีก่อนๆไม่สามารถทำได้
นั่นคือ อ่านหนังสือนิยายภาษาอังกฤษให้จบทั้งเล่มค่ะ
ปีที่แล้วอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไปประมาณ 20 เล่ม แต่ทั้งหมด
เป็น nonfiction คือไม่ใช่นิยายทั้งนั้น
ก็เลยไปซื้้อหนังสือนิยายที่ได้คะแนนรีวิวสูง ประมาณสี่ดาวครึ่งจาก
อเมซอน จากจำนวน ห้าพันกว่ารีวิว แน่ใจว่าน่าจะดีแน่
อีกอย่างมีเป็นหนังด้วย วันนี้อ่านจบแล้วเลยมาเล่าให้ฟัง
จะรีวิวแบบไม่สปอยล์เรื่องนะคะ

the hunger game หรือชื่อไทย เกมล่าชีวิต(นิยาย),เกมล่าเกม(หนัง)
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโลกในอนาคต
เป็นนิยาย young adult ค่ะ(category ใกล้่เคียงกับ แฮรี่ แต่เราคิดว่ากลุ่มผู้อ่าน
the hunger game จะโตกว่าหน่อย บางคนก็บอกว่าเป็นนิยาย light สำหรับผู้ใหญ่อ่าน)
เป็นโลกแบบ Dystopia ค่ะ(ตรงข่ามกับ utopia ซึ่งเป็นโลกในอุดมคติ)
มีประเทศหนึ่งชื่อว่าปาเน็ม อยู่บริเวณตำแหน่งประเทศอเมริกาในปัจจุบัน
ซึ่งจะปกครองเป็นเขตๆ มีทั้งหมด 13 เขต
แต่สมัยก่อนนั้นมีการก่อกบฏขึ้น เขตที่ก่อกบฏคือ เขต 13 ได้ถูกทำลายไปจนหมด
หลังจากนั้นเมืองหลวงจึงได้มีการตั้งกติกาขึ้นมาคือ
แต่ละเขตจะต้องส่งเครื่องบรรณาการ(tribute) มาเขตละ 2 คน รวมเป็น 24 คน
และเครื่องบรรณาการทั้งหมดจะต้องต่อสู้กันจนตายไปข้าง
โดยมีผู้ชนะเพียง 1 เดียว รางวัลสำหรับผู้ชนะ
คืออาหารที่ทำให้ผู้ชนะไม่ต้องอยู่อย่างหิวโหยอีกต่อไป

ส่วนตัวรู้สึกว่าแคทนิส หรือตัวเอก ความรู้สึกด้่านชาไปหน่อย
และเห็นด้วยกับหลายๆรีวิวในอเมซอนคือ ตัวเอกไม่เจอ dilemma เลย
คือไม่เจอความรู้สึกที่ขัดแย้ง เช่น ต้องสู้กับคนดี คนที่ตายในเรื่องส่วนใหญ่จะสมควรตาย
หรือทำให้เนื้อเรื่องสนุกขึ้นทั้งนั้น ส่วนที่ขนลุกในเรื่องคือคำพูดของพีต้า
ตอนที่ให้สัมภาษณ์กับซีซาร์ ฟลิกเกอร์แมน สำหรับเราในหนังช็อทนี้เฉยๆ
แต่ในนิยายเราขนลุกเลย บิลด์ได้ดีมาก

แล้วก็ที่นิยายนี้โดนครหาอีกอย่างคือ ตัวพล็อตไปคล้ายๆกับ battle royale ของญี่ปุ่นค่ะ
คนที่ชอบ battle royale ก็จะเอามาเปรียบเทียบกับเรื่องนี้
แต่เผอิญเราไม่เคยดู battle royale เลยไม่รู้ฟีลว่ามันยังไง

ฉากในนิยายก็โหดค่ะ แต่ไม่ถึงกับโหดมาก คือไม่ได้บรรยายลึก
แต่มีฉากรุนแรงที่ไม่เหมาะกับเด็กอ่านหลายฉาก

นิยายเรื่องนี้อ่านง่ายค่ะ ศัพท์ไม่ได้ยากมาก
เหมาะสำหรับคนเริ่มต้นอ่านนิยายภาษาอังกฤษ

ส่วนหนังนี่ เราว่าถ้าใครไม่เคยอ่านนิยาย น่าจะดูแล้วสนุกพอสมควรค่ะ
เราพาแม่ไปดู แม่ก็บอกว่าสนุก แต่แม่ไม่นึกว่าจะมีฆ่ากันจริงๆ
เว็บมะเขือเทศเน่าเรื่องนี้ได้คะแนน 86% ถือว่าดีทีเดียว

ข้อเสียก็คงเป็นตั้งแต่ในนิยายแล้วที่บิลด์เหมือนจะมีพระเอกสองคน
แต่ว่าบทของเกลเด่นน้อยกว่าพีต้ามากๆ
ทำให้เวลาอ่านนิยาย หรือดูหนังจบแล้ว
ใจเราเชียร์พีต้ามากกว่า เพราะลุ้นมาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

หลังจากที่เราอ่านจบ
ความรู้สึกเราคือ สนุกดีค่ะ เราให้ 4เต็ม/5 หนังให้คะแนนเท่ากันค่ะ
แต่หนังดำเนินเรื่องเหมือนนิยายเป๊ะๆ แค่ตัดรายละเอียดบางอย่างออกไป
ถ้าใครอยากดูหนังให้สนุกๆ ก็ไม่ต้องอ่านนิยายไปก่อนก็ได้
แต่ว่านิยายจะมีส่วนที่แสดงความรู้สึกของตัวละครมากกว่าในหนังหน่อย

รีวิว Run me to the moon เขียนโดยคุณโตมร ศุขปรีชา

สนุกมากเลย ชอบ อ่านจบแล้ว เป็นเรื่องของคุณโตมร
ศุขปรีชา ที่เคยเป็นเด็กสมบูรณ์มาก่อน เขาสงสัยว่าทำไมตอนเด็กๆ พี่เกาหลีถึงวิ่งขึ้นเนินได้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เนื่องจากเป็นเด็กเรียนดีทุกวิชา แต่ว่าถูกมัดเชอร์หอยใจร้ายสั่งให้ออกกำลังเขาจึงเข็ดขยาดกับการวิ่ง มีการประท้วงระหว่างหมู่เด็กๆแต่ก็ไม่ได้ผล โตขึ้นมาเขาจึงเข็ดขยาดการออกกำลัง

Read moreรีวิว Run me to the moon เขียนโดยคุณโตมร ศุขปรีชา

รีวิวชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นลูกคนกลาง เธอจึงรู้สึกเสมอว่าพ่อแม่ไม่รัก เลยต้องหาจุดเด่น ด้วยการจัดบ้านค่ะ นั่นก็คือเธอหลงใหลในการจัดทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าที่ คุณแม่เธอซื้อหนังสือแม่บ้านมาเธอก็มักจะอ่าน หนังสือเล่มนี้การันตีว่าวิธีจัดบ้านแบบคมมาริ จะไม่ทำให้บ้านคุณกลับมารกอีก สิ่งสำคัญคือ

Read moreรีวิวชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว