digital nomad อาชีพใหม่ ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

“Digital nomad” เสียงเหมือนงานในฝันที่ดูมีแก่นสาร: เดินทางรอบโลกที่มีของจำเป็นเพียงเล็กน้อย เช่นแล็ปท็อปและสิ่งสำคัญ ทำตารางเวลาของคุณเองในร้านกาแฟต่างประเทศหรือขณะจิบเครื่องดื่มค็อกเทลบนชายหาดกระโดดจากปลายทางไปยังปลายทางขณะที่คุณขีดฆ่าประเทศอื่นออกจากรายการที่อยากไปของคุณ

Read moredigital nomad อาชีพใหม่ ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

วิธีการ เขียนไม่ยากอย่างที่คิด

วิธีการเขียนนะคะจริงๆแล้วเราก็พบว่าการเขียนนั้นมันไม่ได้ยากอย่างที่คิดคนที่เขียนไม่เป็นแปลว่าเล่าเรื่องไม่เป็น ถามว่าจะเล่าเรื่องให้เป็นยังไงก็ต้องเริ่มจากการเล่าเรื่องโดยใช้ปากเปล่าก่อนลองคิดดูว่าเวลาเม้าท์กับเพื่อนเราได้เราเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังหรือเปล่าซึ่งการเขียนมันก็เหมือนกันนั่นแหละมันก็เหมือนกับการที่เราเมาท์ให้เพื่อนฟังมันก็เป็นการเล่าเรื่องอย่างนึง

ซึ่งสกิลการเล่านั้นถ้าหากฝึกมันก็จะทำให้เราสามารถที่จะเล่าเรื่องเพื่อขายงานภาพประกอบของตัวเองได้และทำให้ภาพของเรามี stories ที่อยู่ข้างหลังทำให้มันดูมีความ solid มากขึ้น

ดูมีความแน่นในเนื้อเรื่องหรือเนื้อหาของภาพประกอบมากขึ้นแม้ว่าเราจะไม่เล่าเรื่องผ่านทางคำพูดแต่เราสามารถเล่าเรื่องผ่านทางภาพได้เช่นกันโดยที่เราอาจจะเขียนภาพให้น้อยๆแล้วมีข้อความประกอบแค่นั้นก็ได้แต่ละคนมีวิธีการเล่าที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าเราจะเล่าแบบไหนนะคะ

ซึ่งมันก็แล้วแต่คนอีกนั่นแหละว่าวิธีการเล่าเนี่ยเราจะเริ่มเล่าจากอะไรก่อนอะไรหลังบางทีบางคนเอาตอนจบขึ้นแล้วก็แทรกส่วนกลางแล้วค่อยแทรกส่วนเริ่มอะไรแบบนี้ซึ่งมันก็เป็น ความถนัดเฉพาะบุคคล

นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะแอปพลายด์อะไรหลายอย่าง ในงานของเราโดยที่ไม่ทำให้ งานเสียไป อย่างอันนี้เราก็ใช้แอปพลิเคชั่นให้เป็นประโยชน์ก็คือภาษาพูดคือภาษาเขียนเลย ข้อดีก็คือปกติแล้วเราก็พูดกันอยู่แล้วเราแค่ไม่ได้เรียบเรียงให้มันเป็นภาษาเขียน ถ้าคนที่แบบเขียนไปบ่อยก็จะรู้ว่าภาษาเขียนนั้นต้องเขียนยังไง

และสามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้เรามาลองดูตัวอย่างวิธีการเขียนให้เป็นเนื้อเรื่องโดยเป็นการเล่าเรื่องเสมือนการเม้าท์กับเพื่อนก่อนนะคะ เออเนี่ยไปซื้อกล้องมาล่ะก็ใช้ดีใช้ได้ทีเดียวนะคิดว่า 4kจะมา แล้วก็แล้วต่อไปฟูลเอสดี ก็อาจจะหายไปแต่คงจะอีกสักพักหนึ่ง

การที่เราจะเขียนประโยคนี้ให้เป็นเนื้อเรื่องที่เป็นประโยคเขียนเราก็ต้องบอกก่อนว่าเราไปซื้อกล้องรุ่นไหนมาความละเอียดเป็นอย่างไรแล้วฟีเจอร์เป็นอย่างไรราคาเท่าไหร่อะไรแบบนี้เช่นวันนี้ไปซื้อกล้องมาค่ะรุ่น Panasonic lumix g7มีงบอยู่ประมาณ 20,000 กว่าบาทไม่รู้ว่าจะถอยรุ่นไหนดีสุดท้ายแล้วก็มาจบที่ตัวนี้เพราะว่าการถ่ายวิดีโอนั้นดีได้ถึง 4K อย่างนี้จะเป็นภาษาเขียนนะคะ

เราไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าในการที่เราจะพูดอะไรซักอย่างค่ะมันก็เหมือนกับการที่เราเล่าอะไรให้เพื่อนฟังเนี่ยเราไม่จำเป็นต้องเล่าให้เพื่อนฟังเยอะเพราะว่าเพื่อนก็อาจจะงงได้การที่เราจะเล่าเยอะๆเราก็เล่าประเด็นสำคัญจะดีกว่า

มันจะโอเคกว่าการที่เราชักแม่น้ำทั้งห้าแล้วก็เล่าไปเรื่อยๆให้เนื้อหามันยาวไปเรื่อยสะใจคนเล่าแค่นั้นก็พอแต่ว่าไม่ได้สนใจว่าคนฟังนั้นจะรู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยหรือเปล่า ที่สำคัญในการใช้แอพพลิเคชั่นนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องพิมพ์เองเลยเราแค่พูดไปตามสิ่งที่เราคิดเท่านั้นแล้วแอพพลิเคชั่นก็จะพิมพ์ให้เราหมดเลยซึ่งอันนี้เนี่ยเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะว่าต่อไปคนก็ไม่ต้องพิมพ์เยอะเพราะกลายเป็นว่าเราใช้แอพพลิเคชั่นในการพิมพ์หมด

แล้วก็ คนอาจจะหันมาฟังออดิโอบุ๊คมากขึ้นอาจจะอ่านหนังสือน้อยลงอะไรแบบนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะแต่ว่ายังไงก็ตามคนที่ทำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งก็ยังคงต้องใช้บทความอยู่เพราะว่าบทความนั้นseoจะดีกว่าค่ะ

เราคิดว่าตอนนี้คนก็ยังอ่านอยู่ไม่ใช่ว่าคนไม่อ่านหนังสือนะแต่คนเปลี่ยนที่อ่านหนังสือมากกว่าจากการอ่านบนเล่มหนังสือกลายมาเป็นการอ่านอีบุ๊กและการอ่าน Status Facebook ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเป็นการอ่านและสั่งสมนิสัยการอ่านที่ดีให้กับคนอยู่ดีดังนั้นเราอย่าไปโทษว่าการอ่าน Status Facebook หรือการยุ่งเรื่องชาวบ้านมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างเดียวเพราะว่าบางที มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยที่ดีในอนาคตก็ได้ซึ่งใครจะไปรู้ล่ะว่าต่อไปมันอาจจะพัฒนาขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอะไรบางอย่างที่ทำให้คนที่ชอบเขียนชอบอ่านและชอบสร้างสรรค์สามารถได้สร้างงานของตัวเองและเผยแพร่ออกไปได้โดยได้รายได้ด้วยก็ได้

ขอเวลาหน่อย ขอเว้นวรรคสักหน่อย ตื่อตื่อตื่อดือดื้ด

ไม่ได้เลิกวาดรูป แต่ขอปฏิบัติภารกิจให้เสร็จก่อนจะกลับมาวาด ^^)\ งานสร้างรายได้แบบ passive income ด้วยลำแข้งตัวเอง ทำมาเป็นสิบรอบ หลายช่องทาง ล้มเหลวทุกรอบ ไม่ได้ผลดีอย่างที่คาด ได้รายได้สูงสุดราวๆ 21,000 ใน6-7 เดือน ยังไม่ลบค่าแอด ซึ่งยังนั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ แต่ถ้านับว่าเป็น passive income ก็เยอะอยู่ แต่ประมาทไม่ได้ โลกมันหมุนเร็ว เมื่อก่อนรู้สึกตัวเองปากดี ไม่รู้อะไรเลยแต่ปากดีมากๆ พอเจอเศรษฐกิจตกต่ำเข้า เล่นเอาทรุดอยู่เหมือนกัน เกิดมาเพิ่งเคยเจอ ที่เขาว่าน่ากลัว มันเป็นงี้นี่เอง

Read moreขอเวลาหน่อย ขอเว้นวรรคสักหน่อย ตื่อตื่อตื่อดือดื้ด

เขียนบลอคยังไงให้ได้ตีพิมพ์ (บลอคเก่า)

สวัสดีค่ะ


หนังสือของเราที่เคยตีพิมพ์ไปแล้วนะคะ


มาดูความเชื่อ(บางอันก็ผิดๆ)ของหลายๆคนกันดีกว่าค่ะ

1.การเขียนให้บล็อคได้ตีพิมพ์คือต้องได้ไลค์เยอะ

ถูกค่ะ แต่ไม่ทั้งหมด การเขียนแล้วได้ไลค์เยอะ
เป็นเพียง”ประตู”เท่านั้น แต่ว่ามันมีประเด็นอื่นๆอีกค่ะ
เช่น ความน่าสนใจของบล็อค,ธีมโดยรวมของการเขียนบล็อค,
เนื้อหาเหมาะสมกับการทำเป็นหนังสือหรือไม่,ความสม่ำเสมอในการเขียน
แต่ต้องตอบตรงๆเลยว่า การได้ไลค์บ่อยมีส่วนมากๆค่ะ 
กับการพิจารณาของสำนักพิมพ์

2.เขียนไปเรื่อยๆเดี๋ยว”โชคดี”ก็ได้ตีพิมพ์

อันนี้เป็นแนวคิดที่กำปั้นทุบดินมากๆค่ะ
เช่น สมมติมีคนมาถามเราว่า ทำยังไงให้เขียนได้เก่งๆ
เขียนไปเรื่อยๆนั้นถูกครึ่งเดียวค่ะ ถ้าเราถามกลับว่า
อย่างนี้ เรานั่งคัดก.ไก่ทั้งหน้าแล้วกัน ก็”เขียนไปเรื่อยๆ”เหมือนกันไง
งั้นเดี๋ยวก็คงเก่งขึ้น?หรือเทียบกับการวาดรูป งั้นเรานั่งวาดวงกลมไปเรื่อยๆ
วาด 10 หน้า ก็คงเก่งขึ้น?

การเขียนไปเรื่อยๆเหมือนกับ
การตอบคำถาม “ทำยังไงจึงจะสอบได้” 
แล้วคุณตอบว่า “อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ”

เกิดวิชาที่คุณจะสอบเป็นวิชาเลข แล้วคุณอ่านชีววิทยาคุณจะสอบได้ไหมคะ?
เปล่าเลยค่ะ… เพราะการเขียนไปเรื่อยๆ คุณขาดสิ่งที่เรียกว่า “จุดหมาย” 
ก่อนอื่นคุณต้องมีจุดหมายก่อนค่ะ
แล้วคุณจะรู้ว่าการที่คุณต้องเก่งเรื่องนั้นๆ

คุณต้องฝึกอะไรบ้าง การเขียนนิยายให้เก่ง ต่างจากการเขียนบทความให้เก่ง
การวาดรูปเหมือนกัน คุณต้องรู้ว่าการที่คุณจะวาดรูปให้เก่ง
คุณต้องฝึกอะไร เช่น anatomy,สี การเขียนไปเรื่อยๆโดยที่สิ่งที่คุณเขียน
ไม่ตรงกับจุดหมายที่คุณอยากเป็น
เท่ากับเหนื่อยเกิน เหมือนเดินอ้อมโดยใช่เหตุ

และการเดินอ้อมไปก็ใช่ว่าจะทำให้คุณไปถึงจุดหมายที่ต้องการด้วย

***edit:เขียนไปเรื่อยๆได้ค่ะ ถ้าจุดหมายของคุณคือเขียนเพื่อผ่อนคลาย
คุณไม่ได้อยากเป็นนักเขียน แต่คุณเขียนบล็อคเพราะความสนุก

3.เขียนแรงๆให้คนคอมเมนต์เยอะๆ เดี๋ยวพอบล็อคดัง เราก็ได้ตีพิมพ์เอง

เปล่าค่ะ…การเขียนแรงๆนั้นจะทำให้คนสนใจคุณชั่วครู่เท่านั้น
แต่ไม่ใช่ระยะยาวค่ะ นอกนั้นภาษาที่แรงเกิน
ทำให้ทางสำนักพิมพ์พิจารณาปฏิเสธได้เหมือนกัน

4.traffic สูงๆ คนเข้าเยอะๆเดี๋ยวเราก็ได้ตีพิมพ์เอง

บางบล็อคมีคนเข้าเยอะมากค่ะ แต่ไม่ได้ตีพิมพ์
เป็นเพราะขาดองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะได้พิมพ์เป็นหนังสือค่ะ
(ดูได้ด้านล่าง)

5.เราเขียนเก่งเดี๋ยวเราก็ถุกค้นพบ ถ้าเนื้อหาดีจริง เดี๋ยวเราก็ได้ตีพิมพ์

ถูกค่ะ แต่ครึ่งนึงเหมือนเดิม
ถ้าคุณไม่ได้ like เลย โอกาสที่คุณจะได้ตีพิมพ์

ก็มีค่ะ แต่น้อยลง และคุณต้องเป็นฝ่ายไปเสนอต้นฉบับและรับคำปฏิเสธ
อย่างที่บอกว่าการเขียนแล้วได้ไลค์หรือแชร์นั้นเป็นประตูก้าวแรกค่ะ

แต่สิ่งที่สำคัญที่เป็นหัวใจในการเขียน ไม่ใช่การมุ่งเน้นเขียนให้ได้ไลค์ค่ะ 
ไลค์เป็นผลพลอยได้จากการเขียนได้ดี มีคนชอบเฉยๆ 
 

การเขียนให้ได้ไลค์ได้แชร์เยอะๆ
คือคุณต้องเลิกคิดเรื่องอยากได้ไลค์ไปเลยจากใจค่ะ

โฟกัสที่เขียนให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ สื่อออกมาได้ตรงกับตัวคุณที่สุด
และให้ประโยชน์กับคนอ่านมากที่สุด
เหมือนคุณอยากมีชื่อเสียง คุณต้องเลิกคิดเรื่องอยากมีชื่อเสียง
แต่โฟกัสที่ทำงานให้ดีที่สุด
เหมือนคุณอยากอยู่สบาย คุณต้องเลิกคิดเรื่องอยากรวย
แต่โฟกัสที่ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำก่อนค่ะ

มาดูกันค่ะว่าที่จริงแล้วการเขียนบล็อคจนได้ตีพิมพ์นั้น บล็อคต้องมีอะไรบ้าง

1.”มีความชัดเจน”
 
บล็อคของคุณจะต้องมีความชัดเจน ชัดเจนในที่นี้คือ
มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนค่ะ
ว่าผู้อ่านของคุณคือใคร?อายุเท่าไร?งานอดิเรกเป็นอย่างไร?

แนวคิดการใช้ชีวิต เป็นอย่างไร?

สำหรับบล็อคนี้ เน้นที่ผู้อ่าน gen Y ค่ะ
คือรุ่นเดียวกับเราเป็นหลัก วัยประมาณวัยรุ่น-ทำงานตอนต้น
มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง

มีแนวคิดใช้ชีวิตแบบอิสระ บางคนอาจจะเป็นพนักงานประจำ
แต่มีความใฝ่ฝันที่จะทำอะไรของตัวเอง
มีการศึกษา ชอบอ่านอะไรที่มีสาระ แต่ไม่สาระจ๋า

แบบหนังสือวิชาการเกินไป
งานอดิเรกชอบวาดรูป เขียน อ่านการ์ตูน

เป็นสาเหตุที่ทำให้แนวภาพประกอบของหนังสือ
หรือการ์ตูนที่เราเขียนนั้นเนื้อหาจะต้องทำให้อ่านได้สองเพศค่ะ

สาเหตุที่คุณต้องมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
เพราะว่าความเสี่ยงทางฝั่งสำนักพิมพ์จะน้อยลงค่ะ
เนื่องจากเนื้อหาที่คุณสื่อออกไปนั้น

มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จะขายได้ง่ายกว่า

หลายๆคนอาจจะพยายามเขียนเอาใจคนทุกกลุ่ม
เขียนให้ถูกใจคนจำนวนมากเท่าที่ทำได้ ซึ่งจริงๆไม่ใช่นะคะ
การพยายามเขียนเพื่อเอาใจคนทุกกลุ่ม
ก็เหมือนพยายามเป็นปลาเล็กในบ่อปลาใหญ่ๆ
ลองคิดกลับกันดูค่ะ เราควรเป็นปลาใหญ่ในบ่อปลาเล็กๆ
คุณไม่จำเป็นต้องเขียนให้ถูกใจคนทุกคน
แค่มีเนื้อหาที่โดนใจคนบางกลุ่มก็พอค่ะ

2.”สำนวนในการเขียน”

สำนวนในการเขียนนี่ ก็สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายค่ะ
สิ่งที่คุณจะไม่เห็นในบล็อคนี้คือ
ภาษางุ้งงิ้งหรือภาษาวิบัติ เพราะถ้าเขียนแบบนั้น

โอกาสได้ตีพิมพ์น้อยค่ะ เพราะมันน่ารำคาญเวลาอ่าน
สำนวนในการเขียนนี่คือ ควรใช้สำนวนแบบคนคุยกันหรือเล่าให้ฟัง
มากกว่าจะใช้สำนวนเชิงวิชาการจะน่าสนใจกว่าค่ะ
ถ้าดูหนังสือที่มาจากบล็อค ส่วนใหญ่จะใช้สำนวนคุยกันทั้งนั้นค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับหุ้น,ธุรกิจ ถ้ามาจากบล็อค
สำนวนจะไม่เครียด ไม่ซีเรียสและใช้ศัพท์วิชาการมากนักค่ะ 

3.”คาแร็คเตอร์”

บล็อคที่ได้รับการตีพิมพ์ส่วนใหญ่จะมี“คาแร็คเตอร์ที่ชัดเจน”ค่ะ
อยู่ที่เราวางคาแร็คเตอร์เราให้เป็นคนยังไง
ผ่านทางสำนวนการเขียนของเรา

สำหรับบล็อคนี้ เราวางตัวเป็นกันเองเหมือนพี่น้องค่ะ
นั่งคุยกันตามร้านกาแฟ

เป็นที่ปรึกษา ซึ่งเรื่องนี้พูดจริงๆมันคือเรื่องของ branding นั่นเองค่ะ
เรื่องนี้เรามารู้ว่าลักษณะเราเป็นแบบนั้น
ตอนที่น้องหลายๆคนคอมเมนต์เราตอนเรียนจบคอร์ส
บอกว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนเป็นคนสนุกสนาน 
สอนแบบเป็นกันเอง เหมือนพี่น้อง 
ซึ่งมีน้องหลายคนมากๆคอมเมนต์มา ซึ่งเราก็ถ่ายทอดตรงนี้
ออกมาเป็นคาแร็คเตอร์ตัวเองผ่านบล็อคมานานแล้วค่ะ

4.”ความสม่ำเสมอ”

ในที่นี้คือความสม่ำเสมอทุกเรื่องค่ะ
-ความสม่ำเสมอในการอัพเดทบทความ
-ความสม่ำเสมอในสำนวนการเขียน
-ความสม่ำเสมอในการวางตัว
บางบล็อคน่าสนใจมาก แต่ขาดความสม่ำเสมอในสำนวน
แต่ขาดการอัพเดทที่ต่อเนื่อง บล็อคนั้นเลยไม่ได้รับการตีพิมพ์ค่ะ

5.”Theme” 

ธีมหรือเรื่องหลักๆที่เราเขียนถึงบ่อยๆ
อันนี้สำคัญค่ะ เพราะหลายๆคนขึ้นฮ็อต ขึ้นหน้าแรก ได้รับการคอมเมนต์เยอะ
แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ก็เพราะตรงนี้
บล็อคนี้ธีมคือมุมมอง “การใช้ชีวิตอิสระ”,
“การตามความฝันตัวเองโดยทำสิ่งที่รัก” ค่ะ
ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้หนังสือได้ตีพิมพ์
ทั้งนี้ บ.ก.อาจจะเห็นความเป็นไปได้ในการตีพิมพ์งานของเรา
แล้วช่วยแนะแนวทางในการเขียน ซึ่งตอนหลัง
มันอาจจะกลายเป็นธีมของบล็อคก็ได้

สุดท้ายนี้ก็อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ตัวเองค่ะ
อย่างบล็อคนี้ ได้รับการติดต่อจากบ.ก.โดยตรง ในการทำเป็นหนังสือ
แต่เราไม่ได้อยู่เฉยๆนะคะ ตอนที่ exteen เปิดให้ลงทะเบียน
นักอยากเขียน เราก็ไปลงชื่อด้วย
ถ้าไม่ได้รับการติดต่อ แล้วอยากเป็นนักเขียนมาก ก็เสนอต้นฉบับเลยค่ะ
มีแต่เสมอตัวกับได้พิมพ์ สองอย่าง อย่างมากก็โดนปฏิเสธ
โลกไม่แตกสักหน่อย 🙂 ลองดูนะคะ เอาใจช่วยค่ะ

แต่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการเขียนบล็อคแล้วได้พิมพ์คือ “เริ่มเขียน” ค่ะ

หัวใจของการเขียน copywrite ‘อารมณ์’

อันนี้เขียนไว้กันลืม เป็นไดอารี่

เหนื่อยแต่อยากโน็ตไว้อ่าน บวกกับอยากเผยแพร่ให้คนสนใจรู้ วันนี้มาพูดถึงเรื่องหัวใจการเขียนก็อปปี้ไรท์ นั่นคือ ‘อารมณ์’ ค่ะ เวลาเขียนก็อปปี้ไรท์นั้นจะต้องเขียนให้คนอ่าน’รู้สึกอะไรบางอย่าง’ให้ได้ อย่างแรกอาจจะกระตุ้นหรือกระชากจากอารมณ์กลัว ดีใจ หรือ ซึ้งก่อน ยกตัวอย่าง สินค้าของเจ้ Artistaya Hanatist เหมือนเดิม เป็นหมอนทำมือมีใบเดียว
.
ป.ล.เราไม่ถนัดขายของตัวต่อตัว ถนัดทำแต่ digital marketing เพราะฉะนั้น copywrite คืออาวุธ ทุกครั้งที่ล่มหรือรอดก็เพราะ copywrite
.
ถ้าเราจะทำการขายเราจะเน้นว่าลายแต่ละอันที่ปัก แม้จะเป็นลายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน เพราะว่าหมอนทุกใบล้วนปักขึ้นมาใหม่ เช่น เวลาจะเขียนก็อปปี้ เราต้องเริ่มจาก why? ซึ่งพูดไปตอนที่แล้ว แล้วว่า คนซื้อหมอนปักทำมือ ไม่ได้เอาไปนอน เอาไปแต่งบ้านเป็นหมอนอิง หรือให้เป็นของขวัญ
.
สมมติเอากรณีของขวัญก่อน อย่างเช่น เทศกาลฮัลโลวีน อาจจะมีหมอนพิเศษสีดำ ปักมือลายฟักทอง ค้างคาวสีขาว เก๋ไก๋ แล้วเราก็เขียนก็อปปี้ว่า….
.
จินตนาการดูนะคะ(ใช้คำว่าจินตนาการเพื่อดึงเอาอารมณ์ร่วมออกมา)
ถ้าหากผู้รับของขวัญได้ของสุดพิเศษไม่เหมือนใครทำจากมือกลั่นจากใจ ปักให้ด้วยความรักเช่นนี้จะดีใจแค่ไหน?(กระชากอารมณ์)หมอนของฮานะติส ไม่เหมือนใคร ปักสดใหม่ทุกลาย (feature)
.
มีสีสันผ้าและด้ายให้เลือกแมทซ์ถึง 10 สี (feature) เอาไปแมทซ์กับสีโซฟาหรือผนังบ้านคุณได้สวยเก๋(benefit) พิเศษหมอนฮัลโลวีนสีดำ เหมาะอย่างยิ่งไว้เซอร์ไพร์ซคนที่คุณรัก(benefit)
.
หรือ อาจจะเพิ่มอีก
.
เบื่อไหม(กระชากอารมณ์ก่อน)
หมอนปักจักรอุตสาหกรรมแบบเดิมๆลายซ้ำๆกันหน้าตาซ้ำๆเหมือนวุ้นเป็ด (จุดนี้คือเอาจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์อื่นมาใช้เขียนก็อปปี้) หมอนเหล่านี้อาจจะมีความสวยงาม แต่หมอนฮานะติสมีจิตวิญญาณคนปักในนั้น (benefit) หมอนทุกใบจึงมีคุณภาพ หมอนของฮานะติสลายไม่แน่นมาก มีการทิ้งที่ว่างให้ภาพได้หายใจ (feature) จึงทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย (benefit)
.
กรุ่นกลิ่นไปด้วยความรัก(กระชากอารมณ์) เหมาะจะมอบให้กับคนพิเศษๆ
หรือแม้กระทั่งซื้อเป็นของขวัญให้กับคนพิเศษๆเช่นตัวคุณเองค่ะ(ปิดการขาย) พิเศษซื้อวันนี้แถมฟรีหมอนอิงลายสุดน่ารัก เป็นลายคู่กัน(โปรโมชัน)
.
คุณจะเห็นว่าการเขียนนั้นดึงอารมณ์คนออกมา ใครไม่เก็ท ต้องเกิดทันยุคทีวีมีเดียนะ พี่นี้นั่งดูทุกคืน ขนาดขายเหยื่อตกปลาพี่ยังอยากซื้อ
.
ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่าง copy ที่เราเขียนให้ tutortogo นักเรียน น้องจิว เจ้าของธุรกิจ เข้าทางพี่เลย เขียนง่ายค่ะ เพราะทำสอนเหมือนกัน
.
ทำไมต้อง tutortogo
.
ทาง tutortogo guarantee พี่ๆการันตีความสำเร็จ ในการสอบว่าติด 100%
สถาบันใหญ่ๆสอนเนื้อหารวมๆและโอกาสสอบถามน้อยทำให้นักเรียน
ไม่พัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น และไม่รู้ว่าจุดอ่อนตัวเองคืออะไร
.
ทางเรามีเทคนิคไม่ให้เรียนตามหนังสือทั้งหมด เพราะว่าเราเน้นแต่เนื้อหาที่ใช้สอบจริงๆ ทางพี่ๆมั่นใจว่าเราจะทำให้น้องสอบติดแน่นอน น้องคิดดูนะ 200 บาทดูหนังเรื่องเดียวก็หมดแล้ว น้องจะเอาพัฒนาตัวเองเพื่อให้สอบติด จะได้มีอนาคตดีๆ
.
หรือจะเอาไปเที่ยวเล่น เอ้า ! อนาคตของน้องอยู่ในมือตัวเอง น้องเป็นผู้เลือกในโชคชะตาตัวเอง พี่ๆพร้อมที่จะยืนเคียงข้างน้องในทุกสนามสอบ!!!!ลุยยยย
.
เขียนโดยเน้น ‘benefit’ เหมือนเดิม ลองวิเคราะห์กันดูนะคะว่าส่วนไหนประกอบด้วยอะไรบ้าง
.
แล้วถ้าเอาทักษะการเขียน copywrite พวกนั้นที่เขียน มาใช้กับงานวาดเราหละ?
จริงๆมันใช้ได้นะ แต่ว่าเราอาจจะต้องทำงานให้มันป็อบหรือขาย หรือเข้าถึงคนมากกว่านี้อีกนิดนะเราคิดว่า
.
เพราะว่างานเรายังค้นหาเทคนิคที่โดดเด่น สะดุดตาไม่เจอ มันเลยยังไม่เป็น fineart มันยังเป็นงาน illustration อยู่ซึ่งก็เป็น art เหมือนกัน แต่ illustration เน้นขายต้นฉบับจริงน้อยกว่า ออก exhibition น้อยกว่า
.
เทคนิคเราไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากใช้ดินสอบนกระดาษซึ่งถ้าเป็นเรื่องนี้เราอยากจะทำให้คล่อง 3 อย่าง คือ ลงเส้นดินสอ เส้นหมึก และสีน้ำ,cg เรากะเอาเป็นแค่นี้พอ ส่วนเรื่องที่เราต้องคำนึงถึง
.
1.ปัจจัยแรกก่อน ฟังก์ชัน
คนซื้อภาพเราไปทำไม และ กลุ่มเป้าหมายที่ซื้อเป็นใคร?
ส่วนมากคนซื้องานเราจะเป็นคนที่ชอบงานเราดั้งเดิมอยู่แล้ว ก่อนที่เราจะทดลองทำอะไรใหม่ๆ
งานเรา เราคิดว่าถ้าพัฒนาอีกนิดมันน่าจะเป็นเสื้อยืดได้มั้ง
แต่ถ้าเขียน copywrite ขายหนังสือหละก็ ถนัดเลย เพราะหนังสือฟังก์ชันชัดเจนสุดๆ ถ้าเป็นเสื้อมันก็ต้องรู้ว่าผ้าอะไร สัมผัสเป็นไง มีขนาดไหน ระยะเท่าไร แถมเป็นตลาด red ocean ด้วย (จริงๆหนังสือก็ red ocean เหมือนกัน)
.
2.ความหมายหรือการสื่อความในรูปเรา
ตรงนี้เราต้องอัพเพิ่มน่ะ มากกว่าอนาโตมี่ซะอีก แต่ถ้าอัพเรืองอนาโตมี่ได้ด้วยก็ดี
.
3.เช่น ถ้าจะเขียนขายรูปวาดสด ด้านล่าง
ก่อนอื่นคนซื้อศิลปะด้วยอารมณ์อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปกระชากอารมณ์เขาเพิ่มค่ะ เขียนแค่คอนเซปต์กับข้อความโดนๆให้อินก็พอ ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ คือภาพเรามันไม่ได้คอนเซปต์หรือเล่าเนื้อเรื่องลึก เพราะฉะนั้นการใช้ภาษาหรือกลอนก็จะช่วยได้บ้าง(มั้ง)

14433083_10154592995108914_8398467641771981946_n
.
เราก็จะเขียนว่า
.
อันผีเสื้อโดดเด่นเป็นหัวหน้า
มีสาวงามโสภาข้าทาสหลาย
เธอไม่เผยรอยยิ้มพริ้มแพรวพราย
เพราะเขินอายวาดเธอได้ด้วย moleskine
.
พี่ใช้ปากกาพู่กันคอยตวัด
แม้นอึดอัดใจพี่นั้นสุดหิน
แต่จำเป็นต้องขายรูปนี้กิน
ปล่อยพวกเธอโบยบินไปตามไหล่ทาง….
.
(จะขายได้มั้ยน่ะ)lol

การใช้คำนั้นสำคัญไฉน

การใช้คำมีผลมากๆค่ะ
.
เมื่อวานติวเรื่องธุรกิจเล็กน้อยให้น้องจิว ลูกค้า(นักเรียน) น้องจิวมาเรียนคอร์ส illustration เพื่อนำไปวาดสร้าง content ของตัวเอง เราบอกน้องจิวว่า เวลาใช้คำพูด อย่าใช้คำว่า’ถูก’ให้ใช้คำว่า ‘ประหยัด’ ค่ะ 

Read moreการใช้คำนั้นสำคัญไฉน

ทักษะการขายมีไว้ไม่เสียแรง

วันนี้เราเขียนเพิ่ม(ไม่)นิดหน่อย จะพูดถึง”ทักษะการขาย”นะคะ จริงๆแล้วมันมีหลายวิธีและการขายกับการตลาดก็ต่างกันนะคะ

Read moreทักษะการขายมีไว้ไม่เสียแรง

เมื่อหา’ทำไม’พบงานคุณจบไปครึ่งนึง

มีคนสงสัยหลายคนว่าทำไม illustcourse มีนักเรียนมาเรียนตลอดทำมา 6 ปี โดยที่ค่าเรียนไม่ได้ถูกอย่างที่ว่ากัน?

Read moreเมื่อหา’ทำไม’พบงานคุณจบไปครึ่งนึง

เขียนต้นฉบับยังไงให้ออก

วันนี้เรานึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง
หลังจากไปเจอเพื่อนมา

บางคนบอกว่าเขียนต้นฉบับยังไงให้ออก

เขียนบล็อค
เขียนสเตตัสยังไงให้ออกมาได้เยอะๆหรือเขียนได้ดีๆ

คือคุณต้องมีสวิตซ์เปิดปิดสวิตซ์นึงอยู่ในหัว
อะไรรำคาญใจ หรือสะกิดใจ
อ่านแล้วคันมือ อยากเขียน
มันจะมีสองอย่าง

1)แรงบันดาลใจ 2)แรงรำคาญใจ

อันนั้นถือเป็น ‘source’
หรือแหล่งกำเนิดมุขในการเขียนค่ะ
ถ้าคนที่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจหรือเกิดความรำคาญใจเป็นคน
ก็กดติดตามไว้เลย
ต้องขอบพระคุณเขา
ที่ทำให้เรามีเรื่องมาเขียนได้

บางเรื่องที่เราค่อนข้างสะกิดใจ
ก็คือคนที่เขียนอะไรไม่สมเหตุสมผล
ไม่ make sense ในแบบของเรา
พออ่านแล้วมันจะได้มุมมองในการเขียน
มันจะคันมืออยากเขียนโต้
เหมือนโต้วาที แต่เราไม่ได้ไปโจมตีเขา
แค่แสดงความคิดเห็นต่างในพื้นที่ตัวเองค่ะ

ความไม่ make sense ที่น่ารำคาญ
คันมือสำหรับเราอย่างเช่น ….

“พวกเราเป็นนักวาดไม่ต้องเรียนรู้เรื่องธุรกิจหรอก”
เราก็จะได้เอนทรี่ 10 เหตุผลที่นักวาดควรเรียนรู้เรื่องธุรกิจเอาไว้บ้าง
เป็นต้น บอกสั้นๆคือถ้าคุณไม่รู้เรื่องธุรกิจ คุณก็จะยังเป็นลูกจ้างเขาอยู่ค่ะ
ซึ่งความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน เอาที่คุณสบายใจค่ะ

ความน่ารำคาญใจ 2
“ทักษะสำคัญที่สุด”
อันนี้ได้ยินบ่อยๆนะคะ
ถ้าทักษะสำคัญที่สุดจริงๆ
ทุกคนที่วาดรูปเก่งๆ
ที่มีอยู่มากมายในโลกนี้่คงมีชื่อเสียงหมด เราก็จะตั้งหัวข้อว่า
“ทำไมทักษะอย่างเดียวจึงไม่ทำให้คุณมีชื่อเสียง”

ต้องขอบคุณความคิดเห็นที่ทำให้สะกิดต่อมคันมืออยากเขียนนะคะ