ณ.จุดที่ชีวิตที่สมดุลย์

image credit:Sara Lando

สวัสดีค่ะ. สำหรับเอนทรี่วันนี้เราจะพูดถึง’ความสมดุลย์ในชีวิต’ค่ะ

ถ้าเป็นสมัยก่อนเราอาจจะไม่เข้าใจคำนี้ เพราะเรามีความทะเยอทะยานสูง
และกระหายในคำว่า’ความสำเร็จ’ค่ะ
 
ถ้าเป็นตอนที่เราเด็กกว่านี้ เราเข้าใจว่าประสบความสำเร็จคือความร่ำรวย,การได้ลงสื่อต่างประเทศ,มีบ้านมีรถของตัวเอง มีตำแหน่งสูงๆ มีบริษัทของตัวเอง
ทำให้เราพยายามทำงานหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น
แต่พองานเราได้ลงสื่อต่างประเทศ เราเองก็ได้ออกทีวี
ได้ออกหนังสือรวมเล่มของตัวเอง มีเวลาให้กับครอบครัวเยอะๆ
ได้เริ่มต้นทำอะไรของตัวเอง แต่เรากลับไม่รู้สึกว่าเรามีความสุขขึ้น
 
เราถามตัวเองว่า ความสุขอยู่ที่ไหน เหมือนเอนทรี่ที่แล้วที่เราเขียนค่ะ
เราถามตัวเองว่า สิ่งต่างๆที่เราได้รับ เราน่าจะมีความสุขมากขึ้น
เพราะความสำเร็จที่เราไขว่คว้า เราได้มันมาแล้วส่วนหนึ่ง
แต่เรากลับรู้สึกว่าชีวิตขาดหายอะไรไปบางอย่าง
เป็นสิ่งสำคัญที่ิเราลืมมันไป เพราะมัวแต่ทำงาน
 
สมัยก่อนเราวัดค่าความสำเร็จของตัวเองจากปริมาณเงินที่ได้รับแต่ละเดือนค่ะ
เรารู้สึกว่าเราจำเป็นต้องทำงานเยอะๆเพื่อให้มีเงิน
เลยกลายเป็นว่าเราโหมทำงานหนักจนสุขภาพเสีย
เรารู้สึกว่าสิ่งที่หายไป คือ ความสมดุลย์ในชีวิต
 
คนเรามักจะเข้าใจผิดกันมาตลอด ว่าเราต้องทำงานหนัก. เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ
ให้มีบ้านมีรถ. หรือเพื่อให้มีชื่อเสียง เพราะเราเชื่อว่า
ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นจะนำความสุขมาให้เรา
เราต่่่างได้เดินขึ้นไปบนบันไดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อที่จะได้มาซึ่งความสำเร็จที่สูงขึ้นๆ
แต่พอเราเดินไปถึงบนนั้น เราพบความจริงอย่างนึงคือ
สุดท้ายแล้วมันคือความว่างเปล่า
ความสำเร็จที่เราอยากได้มันเหมือนกับลูกอม
เรากินลูกอม เรารู้สึกว่ามันหวาน เราอยากได้ความรู้สึกนั้น
เราจึงอยากกินอีก แต่มันเป็นความรู้สึกที่ไม่จีรัง
กินแล้วหวานเสร็จมันก็จางหายไป
แล้วเราก็พบว่าความสำเร็จที่เราไขว่คว้่ามาตลอดสุดท้ายแล้ว
มันไม่มีอะไรเลย เหมือนกับความหวานที่สุดท้ายแล้วมันก็จางหายไป
 
ณ.ตอนนั้นเราเลยหันมาใส่ใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ทำให้เรามีความสุขในแต่ละวัน
มากกว่าการทำงานหนัก เลิกตีคุณค่าตัวเองจากปริมาณเงินที่ได้รับในแต่ละเดือน
เราคุยกับพ่อทุกวัน แล้วก็พบปรัชญาในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข
 
ที่จริงแล้วคนเราไม่ได้ต้องการเงินมากมายในการใช้ชีวิต
เงินจำเป็นสำหรับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน
แต่ถ้าเราลองมองสัตว์ต่างๆเราจะพบว่า
สัตว์นั้นออกหากินยามที่มันหิวเท่านั้น
เงินจำเป็นสำหรับเรายามที่เราต้องซื้ออาหาร
หรือยามที่เจ็บป่วย แต่การที่คนเราต้องการมากกว่าเดิม
เพราะเราเชื่อว่าเงินเยอะๆจะนำมาซึ่งความสุขที่มากขึ้น
 
จากหนังสืิอ happiness advantage กล่าวว่า เงินซื้อความสุขได้ค่ะ
แต่ความสุขที่มาจากการใช้้เงินซื้อมักจะเป็นประสบการณ์มากกว่าวัตถุ
เช่น การใช้เงินเพื่อสร้างประสบการณ์อะไรบางอย่างให้กับชีวิต เช่น
ไปเที่ยวกับครอบครัว
 
ช่วงที่เราได้รับความสำเร็จต่างๆ เราถามตัวเองเยอะค่ะ
ว่าทำไมความสำเร็จที่มากขึ้น น่าจะทำให้คนเรามีความสุขมากขึ้น
แต่เรากลับไม่ได้สุขขึ้น แปลว่าเราเข้าใจอะไรบางอย่างผิด
คนเราจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อเราเลิกเอาคุณค่าตัวเองไปผูกกับปริมาณเงิน
ตำแหน่ง ชื่อเสียงที่ได้รับค่ะ เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น
จะกลายเป็นความทุกข์เมื่อเราต้องสูญเสียมันไปในวันหนึ่ง
หรือแม้แต่ความกลัวที่ต้องสูญเสียมันไปก็ทำให้เกิดทุกข์
 
ทุกวันนี้้เราเองก็เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น
ให้เวลากับครอบครัว และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
อย่างเช่นการอ่านและการเขียน,การวาด
เรื่องการเขียนและการวาดเหมือนกัน หลายๆคนเป็นทุกข์
เพราะทำงานแล้วมีความคาดหวัง
เช่น คาดหวังว่าจะต้องมีคนชอบงานเราเยอะๆ
จริงๆแล้วสิ่งที่ถูกต้องคือต้องทำเต็มที่แล้วปล่อยวางค่ะ
ไม่ต้องคาดหวังใดๆ แค่มีความสุขณ.ปัจจุบันขณะ
นั่นแหละจะทำให้คุณรู้จักใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์
คือคุณต้องรู้จัก’ปล่อยวาง’
ความสำเร็จจะมาต่อเมื่อคุณทำสิ่งที่คุณรักอย่างเต็มที่
แต่การคาดหวังใดๆจะทำให้คนเราเป็นทุกข์สุดท้าย
คุณจะโหมทำงานเพราะหวังว่ามันจะทำให้คุณสำเร็จ
และชีวิตคุณในด้านอื่นๆก็จะเสียไป เช่น สุขภาพ
หรือความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
 
สมดุลย์ในชีวิตเหมือนกับคุณขี่จักรยาน
เวลาคุณขี่จักรยานคุณต้องทรงตัว เพื่อให้น้ำหนักสองข้างเท่าๆกัน
จักรยานจะได้ไม่ล้ม. ชีวิตคนก็เหมือนกัน
เคยบอกไปแล้วในรวมเล่มค่ะว่า คนที่มีความสุขมากกว่า
คือคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า
คนที่ใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์คือคนที่รู้จักมีความสุขกับสิ่งต่างๆรอบตัว
ไม่ใช่โหมทำงานหนักจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องความสุขในชีวิต
 
เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์คือการประคองตัวบนจักรยานชีวิต
ไม่ให้ล้ม ไม่ให้เจ็บป่วย และรู้จักมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำในทุกวันค่ะ
 
2015-02-02T11:35:19+00:00กุมภาพันธ์ 2nd, 2015|