คำวิจารณ์ที่ดีเป็นยังไง?

คำวิจารณ์ที่ดีเป็นยังไง?

image credit:Celestine Chua

สวัสดีค่ะเคยไหมคะ? เวลาที่เรานั่งล้อมวงสนทนาคุยกับเพื่อน
บางครั้งจะพูดถึงบุคคลที่ 3 ขึ้นมา ซึ่งก็คือ เพื่อนอีกคนหนึ่้งนั่นเอง
ที่ตกเป็นเป้าในการ’วิจารณ์’ 

เหตุการณ์สมมติ

A เป็นพนักงานระดับผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทแห่งหนึ่ง เงินเดือนระดับแสน
B เป็นหมอ เงินเดือนระดับแสน
C ทนายความ เงินเดือนระดับแสนเช่นกัน
ทั้งสามคนจบมาจากสถาบันเดียวกัน 
แล้ววันหนึ่งก็โคจรให้ A มาพบกับ B ค่ะ
เมื่อคุยกันเรื่องสัพเพเหระชีวิตทั่วไปจบไปแล้ว
‘เพื่อนที่ไม่ได้อยู่ในวง’ จึงเป็นประเด็นที่หยิบยกมาพูดในวงสนทนาA:ได้ยินว่า C มันลาออกจากงานประจำแล้วแหน่ะ

B:จริงเหรอ แล้วมันจะทำมาหากินอะไร?
A:ไม่รู้สิ เดี๋ยวนี้งานหายาก มีงานทำอยู่ดีๆ ออกมาทำไมก็ไม่รู้
B:นั่นสิๆ(ส่งเสริม) เห็นว่ามันจะเปิดร้านขายเฉาก๊วย
ดูสิเป็นทนายความก็ดีอยู่แล้ว ธุรกิจสมัยนี้ทำยากจะตาย เดี๋ยวก็เจ๊ง
วันๆก็เหนื่อยกว่างานประจำตั้งเยอะ เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า C คิดอะไร
A:นั่นสิ มีอาชีพที่มีเกียรติก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องออกมาขายเฉาก๊วยให้ยากลำบาก
กว่าจะได้เงินเท่าเป็นทนายต้องขายเฉาก๊วยเป็นพันถ้วยหละมั้ง ถ้าเป็นเราทำธุรกิจนะ
เราจะเปิดสำนักงานทนายความใหญ่ๆ ขายเฉาก๊วยมันจะไปโตอะไร
นี่ลูก C มันก็เข้าประถมแล้ว จะพอกินไหมเนี่ย
B:นั่นสิ เป็นชั้นก็ไม่ทำหรอก เฉาก๊วย …แล้วแกว่า….D เป็นไงมั่งจากนั้น A กับ B เปิดประเด็นไปเพื่อนคนอื่นต่อ แล้ววิจารณ์ไปเรื่อยๆ

10 ปี ผ่านไป

C อาจกลายเป็นเจ้าของธุรกิจเฉาก๊วยแฟรนไชส์กว่า 100 สาขา
C อาจกลายเป็นผู้ส่งออกเฉาก๊วยไปประเทศอื่นๆ
C อาจจะกลายเป็นเจ้าของแผงขายเฉาก๊วยเล็กๆเหมือนเดิม
หรือ
C อาจจะกลับไปเป็นทนายความเหมือนเดิมไม่มีใครรู้อนาคตค่ะ แต่เวลาวิจารณ์ชีวิตคนอื่นแบบ A กับ B นั้น
เหมือนเราใส่แว่นสีเขียวอยู่ เราจึงมองเห็นทุกอย่างเป็นสีเขียวหมด
คือการเอา’บรรทัดฐานของตัวเอง’ ไปวัด’ชีวิตของผู้อื่น’

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการวิจารณ์คือ 
ทางเลือกและรสนิยมส่วนตัวของคนอื่นค่ะ
เพราะเราควรเคารพสิทธิและอิสรภาพในการเลือกของคนๆนั้น

ถ้าเขาเลือกเดินไม่เหมือนเรา ไม่ใช่ว่าเขาเลือกผิด
แต่เขาอาจจะมองโลกไม่เหมือนเรา หรือมีมาตรวัดที่แตกต่างจากเรา
เหมือนคนไม่ชอบ topshop 
ไม่ชอบ Zara 
เพราะไม่ชอบใส่เสื้อผ้าแฟชัน แบบทันรันเวย์ แต่มาเร็วไปเร็ว
เหมือนคนไม่ชอบ Uniqlo 
เพราะไม่ชอบเสื้อผ้า Casual 
สไตล์เรียบๆ ดูง่ายๆ ไม่แฟชันจ๋า เป็นไอเทมติดตู้ แต่ว่าไม่ทันรันเวย์
เหมือนแนวคิดทางการเมืองหรือศาสนาที่แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันคนที่เขาไม่สำเร็จในหน้าที่การงาน 
อาจจะเป็นเพราะเขาเลือกมีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุข
มีสุขภาพที่ดี มีความสุขตามอัตภาพ
คนที่เขาเปิดบริษัทใหญ่โต อาจจะเป็นเพราะเขาเลือกที่จะเป็นใหญ่ เลือกที่จะยืนที่สูง
คนที่เขาโสด อาจจะเป็นเพราะเขาชอบอิสระ หรือยังไม่เจอคนที่ถูกใจ
คนที่เขาหย่า อาจจะเป็นเพราะเขาไม่มีความสุขกับชีวิตคู่
คนที่เขามีคู่ เพราะเขาอยากมีครอบครัว
คนที่เพื่อนน้อย อาจจะเป็นเพราะเขาชอบอยู่กับตัวเอง 
คนที่เพื่อนเยอะ อาจจะเป็นเพราะ เขาชอบสังคม

ถ้าเราเปิดหนังสือพิมพ์ เราก็จะเจอคำวิจารณ์เต็มไปหมดค่ะ
ตั้งแต่หน้าแรก ยันหน้า gossip ดารา
ทำให้เราเข้าใจความเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์อย่างหนึ่งคือ
มีคนบางคน ชอบความเสียหายของชีวิตผู้อื่น
เพราะว่าคนๆนั้นจะได้รู้สึกดี ที่มีคนตกอยู่ในสถานการณ์แย่กว่าตัวเอง
สื่อต่างๆหล่อหลอมจนทำให้เราเคยชินกับการวิจารณ์ชีวิตผู้อื่น

สิ่งที่เราต้องจำไว้คือ…มันเป็นชีวิตของเขาค่ะ ไม่ใช่ชีวิตเรา

แล้วที่ถูกต้องคืออะไร?

ถ้า A กับ B อยากพูดวิจารณ์ C 
เพราะเป็นห่วง C เห็นว่า C เป็นเพื่อนคนหนึ่ง
ในบทสนทนาจะมี C อยู่ค่ะ

หรืออย่างน้อย A กับ B ต้องวิจารณ์แบบถอดแว่นสีเขียว
หรือ‘มุมมองออกจากชีวิตตัวเอง’ออกไปให้หมด A:ได้ข่าวว่านายไปเปิดธุรกิจขายเฉาก๊วย เป็นไงมั่งเพื่อน

C:ก็ดีนะเพื่อน เรามีความสุขกว่าตอนเป็นทนาย
B:เหรอ แต่ธุรกิจสมัยนี้ทำยากนะเพื่อน…นายจะไหวเหรอ
นี่ลูกก็โตขึ้น พวกเราเป็นห่วงนายเฉยๆ
ถ้านายมีความสุข พวกเราก็ยินดีด้วย
C:ขอบคุณเพื่อน แต่เรามีเงินเก็บจากตอนเป็นทนาย
พอที่จะอยู่ได้ปีหนึ่งแม้ธุรกิจเราจะเจ๊ง 
อีกอย่าง ภรรยาเราตอนนี้ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซขายสินค้าเสื้อผ้าเด็กอยู่บ้าน
พวกเราไม่ลำบากเท่าที่นายคิดหรอก
เพราะตอนเราเป็นทนายได้เงินเดือนสูง เราเก็บไว้
อีกอย่างเรามีพอร์ทลงทุนด้วย ได้เงินปันผลจากหุ้นทุกเดือนๆ
พอจ่ายค่าโน่นค่านี่ในบ้านได้
การทำธุรกิจนี่มันเป็นความชอบของเราหนะเพื่อน
เราตั้งใจแล้วว่าชีวิตนี้เราต้องมีธุรกิจของตัวเองให้ได้
 
B:แล้วทำไมนายไม่เปิดสำนักงานทนายความหละเพื่อน ดูโอเคกว่ากันเยอะนะ?
C:ไม่หละ เราเบื่อการเป็นทนายความแล้ว สำหรับเราถึงจุดอิ่มตัว
จริงๆมีอะไรบางอย่างที่เราไม่ชอบตอนเป็นทนายความ
เมื่อถึงจุดเบื่อแล้วเปิดสำนักงานไปเราว่าไม่เวิคหรอก ใจมันไม่ไปแล้ว
ธุรกิจนี่ขาดความชอบไปอย่างหนึ่ง จะเจ๊งได้ง่ายๆ
เราพบว่าเราชอบธุรกิจอาหาร เพราะมันเป็น 1 ในปัจจัย 4 
เราเลือกเฉาก๊วย เพราะว่าในประเทศไทย ยังไม่มีเฉาก๊วย
ที่พัฒนามาสำหรับตลาดชนชั้นกลางอย่างพวกเราๆ
คือคนที่อยากบริโภคเฉาก๊วย แต่ว่าอยากได้อะไรที่แปลกใหม่ และพรีเมียมกว่าปกติ
เราตั้งเป้าว่าอยากเป็นคล้ายๆสตาร์บัคในตลาดเฉาก๊วยหนะA กับ B ก็จะรู้มุมมองในชีวิตของ C ค่ะ

เพราะฉะนั้น ‘คำวิจารณ์ที่ดี’ สำหรับเรา 
คือ คำวิจารณ์ที่วิจารณ์คนๆนั้นจากความเป็นตัวตนของเขา
โดยไม่ผ่านฟิลเตอร์ หรือมุมมองของความเป็นตัวเรา
และตัดอคติกับคนๆนั้นออกไปค่ะ

เมื่อไรเราจึงจะรู้ว่าเราเริ่มใช้ฟิลเตอร์ของตัวเองแล้ว?
เมื่อบทสนทนา มีคำว่า “ถ้าเป็นเรา….เราจะ”
หรือคำพูดอื่นที่ใกล้เคียงกันค่ะ

เหมือนกับการติชมผลงานนั่นเอง
เราไม่ควรเอาสไตล์เรา ไปจับในผลงานของคนอื่น
คนที่ลายเส้นง่ายๆ เขาอาจจะชอบของเขาแบบนั้น
คนที่ชอบถึก เขาอาจจะชอบของเขาแบบนั้น
ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ
เหมือนกับทางเดินชีวิตของแต่ละคนนั่นเอง
ไม่มีถูกผิด มีแต่ใช่ กับไม่ใช่

เหมือนเรื่องราวของ A,B และ C

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.