กฏแห่งการดึงดูด

กฏแห่งการดึงดูด

 image credit:BK
สวัสดีค่ะ คือวันนี้เราจะเขียน entry นี้จุดประสงค์คือเก็บไว้อ่านในอนาคตเป็นหลักค่ะ หรือเก็บไว้อ้างอิงยามที่เราลืมมันไป เพราะฉะนั้นอาจจะยาวหน่อยนะคะ เพราะเราตั้งใจว่าจะสรุปทุกเรื่องให้อ่านเป็นภาษาง่ายๆได้ 

 
เราเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบค่ะ ชื่อว่า total law of attraction ซึ่งอยากจะโน็ตความคิดที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นภาษาไทยสักหน่อย หลายๆคนคงจำได้ว่า เมื่อปี 2006 มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือขายดีมาก ชื่อหนังสือคือ the secret ค่ะโดยรอนด้า เบิร์น เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อปี 2008 ค่ะ 
 
ถ้าถามความคิดเราแล้ว เรารู้สึกว่าข้อมูลในหนังสือ the secret น้อยไปหน่อยค่ะ ตอนแรกเราก็รู้สึกคลางแคลงใจกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ลองหาหนังสือแนวนี้มาอ่านดู และลองปฏิบัติตาม เรารู้สึกว่ามันไม่เสียหายอะไร เพราะว่าในหนังสือมักจะสอนให้เราเป็นคนคิดบวกกับสถานการณ์ต่างๆค่ะ 
 
แนวคิดในหนังสือ the secret เป็นอย่างนี้ค่ะ คือ แกนหลักๆคือขอ เชื่อ
สำนึกรู้คุณและรับ

เขาบอกว่าทุกคนมียักษ์จีนี่อยู่ในตัว ซึ่งยักษ์จีนี่ นี้คือพลังจักรวาล พลังสูงสุด หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งอะไรก็ตามที่เราคิดและจินตนาการถึงมากพอและมีศรัทธา สุดท้ายมันจะเกิดขึ้นเป็นความจริงในที่สุด
แต่ข้อเสียของ the secret ในความคิดของเราคือ เรารู้สึกว่าเป็นหนังสือ feel good หนะค่ะ คืออ่านแล้วรู้สึกดี แต่มันขาดประเด็นสำคัญหลายๆอย่างในการทำให้เหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นจริงอยู่หลายประเด็นเหมือนกันค่ะ เพราะว่าหนังสือสอนให้ขอ เชื่อ รับ แต่ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญคือการลงมือทำในเวลาที่ถูกต้องกลับไม่ได้พูดถึง
 
แนวความคิดของกฏแห่งการดึงดูดจากหนังสือหลายเล่มที่เราอ่านคือ เขาบอกว่าความคิดของคนเราเป็นคลื่นพลังชนิดหนึ่งค่ะ ตามหลักการของควอนตัมฟิสิกส์แล้ว เขาบอกว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากพลังงาน มนุษย์ก็เป็นกลุ่มก้อนของพลังงานชนิดหนึ่ง เรามองไม่เห็นแต่ความคิดนั้นเมื่อมันเข้มข้นมากพอ มันจะดึงดูดเหตุการณ์นั้นให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตค่ะ เหมือนกับที่เรามองไม่เห็นไฟฟ้า และไม่เห็นคลื่นโทรศัพท์มือถือ แต่มันทำงานได้ กฏแห่งการดึงดูด ก็เหมือนกัน เหมือนกับกฏแห่งแรงโน้มถ่วงหรือกฏอื่นๆซึ่งมีมาแต่กำเนิดของโลก
 
ในหนังสือ total law of attraction พูดไว้อย่างนี้ค่ะ ว่าเมื่อเราคิดความคิดของเราเปรียบเสมือนรถค่ะ ซึ่งรถอย่างเดียวไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ ถ้าขาดปัจจัยอื่นๆ เพราะฉะนั้นความคิดของแต่ละคนใช่ว่าจะคิดอย่างเดียว แล้วเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงค่ะ ปัจจัยสำคัญคือ อารมณ์ความรู้สึกซึ่งเปรียบเสมือนน้ำมัน ความเชื่อเปรียบเสมือนตัวจุดประกายไฟ เราต้องคิดและจินตนาการให้เสมือนกับว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงแล้วในชีวิตเราค่ะและต้องใส่อารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้นเข้าไปด้วย ซึ่งหลักการนี้เรารู้สึกว่ามันคือ self fulfilling prophecy นั่นเองคือคำทำนายที่เป็นจริง หรือว่าหลักการใช้จิตใต้สำนึกของเรา และสิ่งที่สำคัญเลยคือความเชื่อค่ะ
 
คนเรามีจิตอยู่สองส่วนค่ะ ส่วนแรกคือจิตสำนึก ส่วนนี้ทำหน้าที่ในขณะที่เราตื่น เช่น เราพูด เราคุย เราคิด ทุกอย่างล้วนเกิดจากจิตสำนึกของเรา,ต่อมาอีกส่วนคือจิตใต้สำนึก ส่วนนี้เหมือนส่วนที่อยู่ข้างใต้ภูเขาน้ำแข็งทั้งหมดค่ะ ซึ่งทำหน้าที่ขณะที่เราหลับไปแล้ว ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจและการทำงานของอวัยวะภายใน ซึ่งจิตใต้สำนึกนี่แหละที่เป็นคีย์หลักค่ะ คือเราต้องมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าเราทำเหตุการณ์นั้นๆได้จนฝังเข้าไปภายใต้จิตใต้สำนึกของเรา 
 
ส่วนที่เราชอบในหนังสือ total law of attraction  เขาบอกว่าอย่างนี้ค่ะ การที่กฏแห่งการดึงดูดสำหรับหลายๆคนดูเหมือนจะไม่ได้ผล มันเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกันค่ะ ปัจจัยที่ 1 คือความยึดติด(attachment) คนที่ยึดติดกับผลลัพธ์และกลัวว่าจะไม่ได้สิ่งนั้นๆหรือสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นจริง จะเกิดความกลัว และความกลัวนี่และ จะทำให้กฎนี้ไม่ได้ผล 
 
ปัจจัยที่ 2 คือไม่เข้าใจว่าต้องปล่อยวาง(detachment) เขาบอกว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับกฏแห่งการดึงดูด คือกฏแห่งการปล่อยวางค่ะ คือเราต้องคิดว่าถึงแม้ไม่ได้สิ่งนั้นๆมา หรือเหตุการณ์นั้นๆไม่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา เราก็ยังสามารถมีความสุขกับชีวิตได้ คือมีความต้องการสิ่งนั้นๆมากพอ แต่ไม่ยึดติดว่าจะต้องได้สิ่งนั้นมานั่นเองค่ะ
 
ปัจจัยที่ 3 คือพยายามดึงดูดในสิ่งที่คนอื่นๆจำนวนมากในโลกก็อยากได้จนความน่าจะเป็นที่จะเป็นไปได้มีน้อยมาก เช่น การอยากเป็นประธานาธิปดี หรือการถูกรางวัล
 
ปัจจัยที่ 4 คือ พยายามดึงดูดสิ่งที่เกินกำลังของตัวเองในขณะนั้นมากเกินไปจนจิตใต้สำนึกไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง อาทิเช่น ได้เงินเดือน 2 หมื่น แต่จินตนาการว่าต้องเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน เขาบอกว่าควรจะค่อยๆไต่ค่ะ เช่่น ได้เงินเดือน 2 หมื่น ก็เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆหน่อยก่อนเช่น 50,000 หรือจินตนาการว่าได้เป็นเจ้าของธุรกิจตัวเอง เป็นต้น
 
ปัจจัยที่ 5 คือไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับตัวเองในขณะนั้น เช่น อยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ไม่ได้ไปฝึกซ้อม ลงคัดตัวแข่ง,อยากเป็นหมอ แต่ไม่ได้เรียนคณะแพทย์ศาสตร์ เป็นต้น
 
และหนังสือยังพูดในส่วนที่หนังสือกฏแห่งแรงดึงดูดแนวๆนี้ไม่ได้พูดถึงก็คือ การลงมือทำในเวลาที่เหมาะสม เมื่อมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้น อาทิเช่น คุณอยากได้บ้านมาก และวันหนึ่งก็มีโฆษณาประกาศขายบ้านที่ราคาถูกที่คุณพอจะซื้อได้ 
 
อีกสิ่งหนึ่งที่หนังสือบอกก็คือ การใช้กฏนี้นั้นมีระยะเวลาหรือ time delay ค่ะ คือไม่ใช่ว่าเหตุการณ์ที่เราอยากได้จะเกิดขึ้นจริงในทันที แต่มันมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราปล่อยวางได้แล้วหรือลืมมันไปในระยะเวลาหนึ่ง หรือในเวลาที่เราต้องการสิ่งนั้นๆน้อยที่สุด
 
ตอนแรกเราก็เหมือนคนอื่นๆค่ะที่สงสัยอยู่บ้าง แต่เรารู้สึกคลิกกับหนังสือ ตรงที่ว่ามีเหตุการณ์หลายๆอย่างในชีวิตเราที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมมันเกิดขึ้นกับเรา เราเชื่อในกฏของเหตุและผลและการกระทำค่ะ แต่บางทีการกระทำบางอย่าง ก็ไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราต้องการในชีวิตเสมอไป บางทีเรากลับได้อะไรมาในชีวิตอย่างง่ายดาย หรือบางอย่างก็ยากเหลือเกิน ในตอนนั้นไม่มีหนังสือที่สามารถอธิบายกฏแห่งแรงดึงดูดได้ชัดเจนนักค่ะ ณ.ตอนนั้นเราเชื่อว่ากฏแห่งการดึงดูดมีอยู่จริงประมาณ 80% เราลองทำตามที่หนังสือหลายๆเล่มบอกค่ะ   ตอนหลังเรามาพบว่าผู้ที่มีชื่อเสียงหลายๆคนในโลกนี้ก็เชื่อในกฏแห่งการดึงดูด อาทิเช่น แจ็ค แคนฟีลล์,โอปรา วินฟรีย์,คุณบัณฑิต อึ้งรังสี,หรือล่าสุดเราไปอ่านบล็อคของ Xiaxue ที่เป็นบล็อคเกอร์ชื่อดังชาวสิงคโปร์ก็พูดถึงเรื่องนี้ค่ะ ว่าเธอเชื่อเรื่องกฎแห่งการดึงดูดว่ามีจริง 
 
เราลองทำตามที่หนังสือหลายเล่มบอกค่ะ
เขียนเป้าหมายลงไปในสมุดโน็ต จินตนาการเห็นภาพ แล้วก็ลงมือทำค่ะ 
 
สำหรับเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตของเราที่เกี่ยวข้องกับกฏนี้ก็เช่น
 
1.การที่เราได้งานในต่างประเทศ
ข้อนี้เป็นอะไรที่เราเองยังรู้สึกทึ่งกับโอกาสที่ได้มาเหมือนกัน เราเข้าใจว่าความสามารถส่วนหนึ่งนะคะ และความพร้อมส่วนหนึ่ง คือภาษาอังกฤษเราถือว่าพอใช้ได้ณ.ขณะนั้นค่ะ คือสื่อสารรู้เรื่อง พอทำงานได้ ถึงแม้เทียบกับเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ที่เก่งภาษามากจะยังดูด้อย แต่เราสามารถอ่านบรีฟและทำงานตามบรีฟได้ พูดคุยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่สิ่งที่ยากคือ
เป็นเพราะว่าเราเองไม่ได้จบทางด้านวาดๆโดยตรงค่ะ โอกาสที่จะได้งานวาด โดยเฉพาะในต่างประเทศน้อยมาก (ถึงคนจบวาดโดยตรง แต่การได้งานในต่างประเทศสำหรับสายการวาดก็ยังถือว่าเป็นเรื่องยากอยู่ดีค่ะ) แต่ตอนนั้นเราคิดว่า ถ้าได้งานในสิงคโปร์ก็คงจะดีเพราะมีเพื่อนๆที่คณะอยู่กันเยอะ และเราชอบงานแสตนลีย์ที่เป็นครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์อยู่ขณะนั้นค่ะ ไปๆมาๆ อะไรไม่รู้ดลใจให้ไปเที่ยวสิงคโปร์ในช่วงปี 2007 และไปเยี่ยมสตูดิโอ และสุดท้ายก็ได้งานในที่สุด  หลังจากนั้นมา เราจึงเริ่มเชื่อในกฏแห่งการดึงดูดค่ะ ว่ามันมีอยู่จริง 
 
2.การที่เราได้ลงแม็กกาซีนต่างประเทศ
เราได้ลงแม็กกาซีนไต้หวัน,อังกฤษในช่วงหลังจากออกจากงานประจำค่ะบางคนอาจจะบอกว่าความสามารถ ค่ะ เรารู้สึกว่าความสามารถเป็นส่วนหนึ่ง แต่มีคนมากมายที่เก่งกว่าเรา แต่ไม่ได้ลงแม็กกาซีนต่างประเทศ หรือไม่ได้ออกสื่อในวงกว้าง หลายๆคนอาจจะบอกว่าโอกาส ฟลุ๊ค หรือบังเอิญ แต่ความบังเอิญมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวค่ะ มันเกิดขึ้นหลายครั้ง เราจะไม่เรียกว่าความบังเอิญ แม็กกาซีนบางเล่มติดต่อเรามาเองค่ะ แต่ณ.ขณะนั้นเราก็เขียนเป้าหมายลงไปในสมุดแล้ว ว่าการได้ลงแม็กกาซีนต่างประเทศหลายๆเล่ม เป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของเราค่ะ
 
3.การที่เราได้ทำงานของตัวเองแล้วอยู่ได้ มีความสุขและอิสรภาพ
ตอนที่เราทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ เรามีความสุขมากค่ะ แต่ไม่มีอิสระ ไม่มีอิสรภาพหลายๆอย่าง เช่นอิสรภาพทางความคิด ทางด้านการทำงาน คือต้องทำงานที่เจ้านายสั่งมา วาดเพนท์ตามคำสั่ง เราแค่คิดว่า ถ้าหากมีงานที่เราได้ทั้งอิสรภาพและความสุขอย่างสมดุลย์ก็คงจะดี หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เราตัดสินใจออกจากงานประจำและไม่หวนกลับไปทำงานประจำอีกค่ะ แต่ถ้าให้เราแนะนำรุ่นเด็กๆสมัยนี้ มันอาจจะเป็นอะไรที่ extream ไปหน่อยค่ะ กรณีของเรา  คือการทำงานบริษัท จริงๆมีข้อดีหลายอย่างเหมือนกัน เราแนะนำว่าควรจะเข้าไปศึกษาสายงานที่เราอยากจะเป็น ก่อนที่จะออกมาทำเต็มตัวค่ะ เพราะจะได้เรียนรู้หลักการทำงานหลายๆอย่างที่ฟรีแลนซ์ไม่มี เราอ่านหนังสือหลายเล่มค่ะ บางเล่มก็บอกว่า ถ้าอยากวาดรูปหรือทำงานที่ชอบ ก็ไปสมัครงานที่ได้ทำสิ่งนั้นสิ แทนที่จะออกมาเป็นผู้ประกอบการ เพราะการเป็นผู้ประกอบการหรือเป็นฟรีแลนซ์ บางทีต้องทำสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ 100% ด้วย  เราคิดว่าสิ่งที่จะทำให้อยู่รอดหรืออยู่ไม่รอดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง และคุณต้องทำงานหนักกว่าพนักงานประจำค่ะ
 
4.การที่เราได้ออกหนังสือรวมเล่ม
ตอนนั้นเราแค่คิดว่า ถ้าได้ออกหนังสือของตัวเองก็ดีสิ เราไม่ได้คิดเฉยๆค่ะ แต่คิดอย่างต่อเนื่องและลงมือทำไปด้วย เราเขียนบล็อคไปเรื่อยๆไม่หยุดเขียนอยู่หลายปี จนคุณกอล์ฟ (บ.ก.สยามอินเตอร์ณ.ขณะนั้น) ติดต่อมาว่าสนใจรวมเล่มบล็อคเป็นหนังสือ เรื่องนี้เราก็รู้สึกว่าเราทึ่งเหมือนกันกับโอกาสที่ได้รับค่ะ 
 
5.การได้เป็น feature artist ของ wacom ในปี 2009
เรื่องนี้ก็ถือว่าน่าทึ่งอีกเรื่องที่ทำให้เราเชื่อในกฏนี้เข้าไปอีกค่ะ คือวาคอมติดต่อมา เพราะเราไป submit ผลงานลงใน community (ซึ่งผลงานใน  community มีหลายร้อยค่ะ) บอกว่าจะให้เราเป็น feature artist และจะมีสัมภาษณ์ลงเว็บ ตอนนั้นเราแค่คิดว่า ถ้าได้เป็น feature artist ก็คงจะดีนะ เพราะเราเห็นเพื่อนอาร์ติสท์ชาวมาเลของเราคนหนึ่งได้เป็น ณ.ตอนนั้น คิดอย่างนี้อยู่หลายคืนแล้วก็ลืมมันไป จนวันหนึ่งวาคอมก็ติดต่อมา
 
6.ได้ออกทีวี 
เรื่องนี้ก็น่าตกใจเหมือนกันค่ะ เพราะเราจินตนาการแบบเห็นภาพเอาไว้ก่อนหลายปี ว่าเราจะได้ออกทีวี แต่ไม่รู้ว่าทำยังไงเหมือนกัน ถึงจะได้ออก และได้ออกด้วยเรื่องไหน ต่อมาในปี 2011 เราได้ออกรายการแมงโก้คิดส์ค่ะ เป็นการสอนศิลปะ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวาดรูป เป็นการประดิษฐ์สิ่งของ และได้ออกรายการ book blog gang ของ true vision เนื่องจาก pocketbook ของเราค่ะ
 
อันนี้ยังไม่นับเหตุการณ์ย่อยๆที่เกิดขึ้นในชีวิตอีกมากมายหลายอย่างค่ะ
 
เราเชื่อในกฏแห่งการดึงดูด กฏแห่งเหตุและผลค่ะ  และเชื่อในเรื่องจิตใต้สำนึก
และลงมือทำอย่างต่อเนื่อง นอกจากเรื่องจินตนาการเห็นภาพอย่างชัดเจนแล้วนะคะ
หลังจากเชื่อในกฏนี้ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่มีความสุข และมีความหวัง,เป็นคนคิดบวกมากขึ้น เรารู้สึกว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น และถึงแม้เราจะไม่ได้สิ่งนั้นๆมา เรายังสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้โดยไม่ยึดติดกับมัน เราคิดว่าเราจะปฏิบัติตามแนวทางนี้ต่อไปเรื่อยๆค่ะ 🙂
 
 
 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.