บริหารเงินสไตล์เจ็บจริง

image credit:TaxCredits.net
สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะพูดถึงการบริหารเงินแบบของเรานะคะ

สไตล์เจ็บจริงหมายความว่า มาจากประสบการณ์จริงของเรานั่นเองค่ะ
ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานจริงและบริหารเงินจริง
พวกหนังสือบริหารเงินตามท้องตลาดส่วนใหญ่
คนเขียนบางคนก็ทำไม่ได้จริงตามที่เขียน
เพราะเอาเข้าจริงมันยากเกินไปค่ะ
เรื่องการบริหารเงินเราคิดว่าแต่ละคนมีสูตรไม่เหมือนกัน
ซึ่งจริงๆ เราเคยทำวีดีโอเอาไว้แล้วที่
แต่วันนี้เราจะมาอธิบายวิธีการบริหารเงินของเราแบบละเอียดๆอีกครั้งนะคะ
ถ้าถามว่าเรามีความรู้ในการบริหารเงินแค่ไหน
เราไม่ได้มีมากขนาดมีเงินเก็บเป็นล้านค่ะ
แต่มีในขนาดที่ว่าเราสามารถหมุนเงินใช้ได้ทุกเดือนโดยไม่ลำบากทุกเดือน
และจ่ายค่าบัตรเครดิตเต็มจำนวนได้ทุกเดือนค่ะ
ซึ่งเราคิดว่าแค่นี้ก็ค่อนข้างยากแล้วนะสำหรับคนทำอาชีพอิสระ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาค่ะ
เราไม่ใช่คนใช้เงินประหยัดมากนักค่ะ
ส่วนใหญ่ที่เราสิ้นเปลืองมักจะหมดไปกับค่าเดินทาง อาหาร
หนังสือ และอุปกรณ์การทำงานค่ะ
แต่เราไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางค์มากนัก
เรามีค่าใช้จ่ายเยอะทุกเดือนค่ะ เพราะว่าเราออกค่าไฟ ค่าอินเตอร์เนท
และบิลต่างๆในบ้านเอง เราไม่มีรถ จึงต้องใช้บริการแท็กซี่บ่อยๆ
เราแนะนำว่า จริงๆแล้วคนที่เป็นฟรีแลนซ์ควรมีบัตรเครดิตติดตัวไว้หนึ่งใบค่ะ
วงเงินไม่ต้องสูงนัก เพราะบัตรเครดิตนี่แหละจะช่วยหมุนเงินได้ดีค่ะ
นอกจากนี้ยังใช้ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆได้ง่ายกว่า
เรามีบัญชีเงินเก็บหลัก 3 บัญชีด้วยกันค่ะคือ
บัญชีที่หนึ่ง เป็นบัญชีที่ผูกกับบัตรเครดิตค่ะ
บัญชีที่สอง เป็นบัญชีหลักค่ะ ที่เอาไว้เบิกจ่ายค่าใช้้จ่ายต่างๆ
บัญชีที่สาม เป็นบัญชีเงินเก็บค่ะ
เราเคยจดบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่จริงจังมากช่วงหนึ่งค่ะ
แล้วก็เลิกจดไปเพราะรู้สึกมันเครียดเกิน
แต่ว่าจะกลับมาจดใหม่อยู่เหมือนกันค่ะ
เพราะตอนจดจะเห็นชัดเลยว่า รูรั่วอยู่ตรงไหน
เราสิ้นเปลืองไปกับค่าใช้จ่ายอะไรเยอะ
วิธีการบริหารเงินในปัจจุบันของเราคือ
เราจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างด้วยบัตรเครดิตค่ะ
ทำเรื่องให้ตัดบัญชีบัตรเครดิตโดยอัตโนมัติในเรื่องที่ทำได้
เช่นค่าไฟ ค่าอินเตอร์เนท ค่าโทรศัพท์มือถือ
ด้วยวิธีนี้ทำให้เราหมุนเงินได้ค่ะ คือบัตรจะมีระยะเวลาสามสิบวันที่ปลอดดอก
เวลาไปจ่ายตลาดเราก็จ่ายด้วยบัตรค่ะ
เวลาเราใช้บัตรเครดิต เราจะมีสองสิ่งที่ต้องจำเสมอนั่นคือ
จะต้องจ่ายเต็มจำนวน และจะต้องมีเงินสดเท่ากับเงินที่จ่ายออกไปเสมอ
เวลาใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตมันจะมีเสตทเมนต์ส่งมาให้ทุกเดือนค่ะ
เท่ากับว่าเป็นการจดรายจ่ายของเราอยู่แล้วในตัว
เราสามารถดูได้ว่า เดือนนี้เรากินข้าวนอกบ้านไปกี่ครั้ง
จ่ายตลาดไปกี่ครั้ง ซื้ออะไรบ้าง
แต่ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายบางอย่างก็ไม่สามารถใช้บัตรได้
เช่นค่าแท็กซี่ (ทำให้จริงๆแล้วการจดรายรับรายจ่ายก็ดีกว่าอยู่ดี)
เราก็จะรู้ว่าเดือนนี้เราใช้มือถือเยอะไปแล้ว
เดือนนี้เรากินข้าวนอกบ้านเยอะไป ทำให้เวลาจะลดค่าใช้จ่าย
ก็ทำได้ง่ายกว่า
เราแยกบัญชีบัตรเครดิตกับบัญชีค่าใช้จ่ายออกจากกันค่ะ
บัญชีบัตรเครดิตเราตั้งให้เป็นตัดบัญชีเต็มจำนวน ไม่ใช่ขั้นต่ำ
เพราะฉะนั้นทุกเดือน เราจะต้องถอนเงินออกมา
เพื่อเอาไปใช้ค่าบัตรเครดิตค่ะ แล้วตอนนี้แหละ
จะเป็นเวลาที่รู้สึกเจ็บปวดค่ะ เวลาใช้เงินเยอะ
อันนี้คือข้อดีเวลาแยกบัญชีค่ะ จะได้รู้สึกเจ็บปวดบ้าง
เพราะตอนถอนเงินสดออกมามันเห็นว่าใช้เงินเยอะแค่ไหน
สำหรับบัญชีเงินค่าใช้จ่ายนั้น
เรามีสำรองถึงประมาณหกเดือนค่ะ คือสามารถอยู่บ้านเฉยๆได้หกเดือน
(แบบใช้เงินประหยัดๆหน่อย และไม่เดินทางมากนะ)
ส่วนบัญชีเงินเก็บ แนะนำว่าฟรีแลนซ์ไม่ต้องเก็บเงินฮาร์ดคอร์มากก็ได้ค่ะ
คือ ตัดแค่  10% ของเงินทุกก้อนเข้าบัญชีเงินเก็บพอ
ที่เหลือเอาไว้ที่บัญชีใช้จ่ายค่ะ
เพราะว่าในบัญชีใช้จ่ายจะต้องรวมค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉินไปด้วย
ไม่เช่นนั้นคุณต้องถอนเงินเก็บออกมาใช้จ่ายอยู่ดีค่ะ
ไม่มีประโยชน์เลยแบบนั้น เก็บเท่าที่ไหวดีกว่าค่ะ
นอกจากนี้เราก็ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ด้วยค่ะ
ถ้าให้แนะนำว่าควรทำดีไหม ถ้าเป็นฟรีแลนซ์
จุดที่คุณทำประกันชีวิตคือจุดที่รายได้คุณนิ่งหรือมีเงินเย็นค่ะ
ไม่เช่นนั้นอย่าทำค่ะ เพราะคุณจะหมุนเงินไม่ทัน
เช่นเดียวกับการลงทุนค่ะ
เงินลงทุนควรเป็นเงินเย็น คือเงินที่เราคิดว่าจะเก็บแน่แล้ว
หรือเงินที่เสียไปก็ไม่มีผลอะไรต่อชีวิตค่ะ
หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับคนทำอาชีพอิสระค่ะ
2015-02-02T07:50:08+00:00 กุมภาพันธ์ 2nd, 2015|