สิ่งที่อยู่เหนือเงิน

image credit:Doug Wheller

สวัสดีค่ะ 

วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของเงินค่ะ
 
สำหรับเราแล้ว เงินคือสิ่งที่คนสมมติขึ้นมา เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการต่างๆค่ะ
เราเติบโตมาพร้อมกับความคิดที่ว่าคนที่มีเงินเยอะ คือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทุกวันนี้เราต่างทำงานแลกเงิน เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เราถูกหล่อหลอมโดยสื่อ ละครต่างๆ ว่าการมีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา มีเงินใช้มากมาย คือตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จ หลายๆคนไล่ตามสิ่งเหล่านั้นมาตลอดชีวิต 
 
แต่สุดท้ายแล้วเงินคือสิ่งที่ไม่มีตัวตนแท้จริงค่ะ เป็นตัวเลขตัวหนึ่งบนกระดาษซึ่งคนยินดีจะรับมันหรือแลกเปลี่ยนมันด้วยสิ่งอื่นๆ ถ้าปราศจากการสมมติที่ว่ามา สิ่งที่เรียกว่าเงินก็แทบไม่มีความหมายในโลกเลยถ้าวันหนึ่งคนเปลี่ยนไปให้คุณค่ากับสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่เงินแทน อาทิเช่น ทองคำ หรืออัญมณี สมัยก่อนคนเราอยู่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ในยุคก่อนที่จะมีเงิน ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นอีกคนเรามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ต้องออกไปล่าสัตว์ และเพาะปลูกเลี้ยงชีวิต
 
ถ้าถามเราว่าเงินสำคัญไหม
ไม่มีใครปฏิเสธว่าเงินไม่สำคัญค่ะ เพราะเงินเป็นสิ่งสำคัญ เงินสำคัญสำหรับทุกๆเรื่องที่ต้องใช้เงิน
เงินสำคัญยามที่พ่อแม่เราเจ็บป่วย แล้วต้องพาไปหาหมอ
เงินสำคัญเวลาที่เราต้องซื้ออาหารและเงินก็สำคัญสำหรับสิ่งอื่นๆในชีวิตเรา
 
สมัยก่อนตอนที่เราเด็กกว่านี้ เราก็คิดว่าเงินสำคัญมากค่ะ
เรารู้สึกว่าเราอยากรวยขึ้น อยากมีฐานะดีขึ้น เพื่อจะให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เราทำงานหนักเพื่อหาเงินมาตลอด จนกระทั่งสุขภาพเราเสีย
เราต้องไปหาหมอ กลายเป็นว่าเงินส่วนหนึ่งที่เราหามา
เราไม่ได้ใช้เอง แต่หาไปให้หมอค่ะ 
เราเคยหาเงินแบบตัวเลขในบัญชีเราเยอะขึ้นๆ 
แต่ความมั่นคงในจิตใจ และความสุขน้อยลงเรื่อยๆสวนทางกับเลขในบัญชี
เราเคยรู้สึกว่าต้องมีเงินเท่านั้นเท่านี้ต่อเดือน ถึงจะรู้สึกมั่นคงและสบายใจ
 
ถ้าถามเราว่าเงินหรือความสุขสำคัญกว่ากัน
คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยากค่ะ
เหมือนถามว่าพ่อกับแม่ คนไหนสำคัญกว่ากัน
คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆมากกว่า
ถ้าโลกเราไม่ต้องใช้เงินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
เราจะตอบว่าความสุขสำคัญกว่าเงินค่ะ
แต่ถ้าพ่อแม่เราป่วย แล้วเราต้องใช้เงินมารักษา เราอยู่บนโลกที่ต้องใช้เงิน
จะตอบว่าเงินสำคัญกว่าความสุข(ณ.ขณะนั้น)ค่ะ
 
สิ่งที่อยู่เหนือเงินก็คงต้องเป็นมนุษย์อย่างเราๆผู้สร้างมันขึ้นมา
มนุษย์อย่างเราซึ่งเป็นผู้ใช้เงิน
แต่บางครั้งหลายๆคนก็ลืมตัวตกปล่อยให้เงินเป็นนายเรา
ปล่อยให้เงินใช้เรา

 เรารู้สึกว่าเราตกเป็นทาสของเงิน
ณ.ตอนที่เราทำงานหนักมากเพื่อเงินค่ะ จนเราลืมนึกถึงครอบครัว
หรือสิ่งอื่นๆในชีวิต เราไม่ได้ออกไปสนุกกับชีวิตมากเท่าไร
ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่เราทำงานประจำอยู่กับช่วงที่เราเป็นฟรีแลนซ์แรกๆค่ะ
เราตั้งเป้าว่าต้องได้เงินประมาณนี้ๆต่อเดือน
 
เงินเข้ามาบงการชีวิตเราอยู่ระยะหนึ่งค่ะ
เรารู้สึกว่ายิ่งมีเงินในบัญชีเยอะเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น 
เป็นเหตุผลที่เราทำงานวาดเยอะมากค่ะ จนกระทั่งความสุขในการวาดรูปของเรา
ค่อยๆหายไปเรื่อยๆสวนทางกับปริมาณงานกับความสำเร็จต่างๆที่เราได้รับ
 
จนเราต้องกลับมาถามตัวเองว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา เราเคยมีความสุขกับการวาดรูปมาก
ทำไม การวาดรูปไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเหมือนเดิม”
 
เราปล่อยให้เงินมาควบคุมชีวิตเรามากขึ้นๆ
จนกระทั่งสิ่งหนี่งเกิดขึ้นกับชีวิตเรา
ซึ่งคงเป็นสิ่งที่นักวาดหลายๆคนกลัวว่ามันจะเกิดขึ้น
มันได้เกิดขึ้นแล้วกับเรา ณ.จุดที่เราเป็นนักวาดอาชีพ
แต่ณ.วันหนึ่งเรากลับไม่อยากทำงานวาดรูปเพื่อเงินแล้วอีกค่ะ
 
มันเกิดขึ้นเพราะเราปล่อยให้เงินอยู่เหนือเราเรื่อยๆ 
เราปล่อยให้เงินควบคุมความรู้สึกมั่นคงของเรา 
จนเราหยุดวาดไม่ได้ เพราะถ้าเราหยุดวาด
เราจะไม่มีเงิน แล้วเราจะรู้สึกไม่มั่นคง
 
เราทำงานด้วยความรู้สึกแบบนี้จนกระทั่งวันหนึ่งมาถึง
วันที่เราตัดสินใจว่า เราจะเลิกตกเป็นทาสของมันซะที
คือวันเรารับรู้ว่าเงินสำคัญสำหรับชีวิต
 แต่จะไม่รู้สึกมั่นคงหรือไม่มั่นคงเพียงเพราะการมีเงินเยอะหรือน้อยอีก
เป็นวันที่เราถามตัวเองว่า…
 “ถ้าเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน เราจะทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า”
 
เราได้คำตอบว่า ถ้าเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป
 เราจะทำงานเขียน และงานวาดอย่างที่ใจอยากทำค่ะ 
สิ่งที่เราจะเลิกทำคือ เราจะเลิกรับจ้างวาดรูป ณ.จุดเปลี่ยนนั้นทำให้เราทำงานสอนแทนงานวาดค่ะ
ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก แต่เราได้เลือกแล้วว่าเราจะทำงานวาดเพื่อเงินน้อยลง
จะรับทำเฉพาะงานที่เราอยากทำจริงๆเท่านั้น
 
แต่เราต้องเปลี่ยนความคิดหลายๆอย่าง ตอนที่เราจะทำงานสอน เพราะณ.ตอนนั้น เราก็ยังอยากที่จะเป็นนักวาดที่สำเร็จมากขึ้นกว่านี้ พอเราทำงานสอนก็เกิดจุดเปลี่ยนหลายๆอย่างขึ้นในชีวิตค่ะ
 
อย่างแรกเลยคือ เมื่อไม่ต้องวาดรูปเพื่อเงินมากเท่าก่อนแล้ว
เรารู้สึกได้เลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป
อย่างเช่น เราสามารถเขียนหนังสือ ได้อย่างที่เราอยากทำ
เรามีความสุขกับการวาดรูปมากขึ้นค่ะ 
เพราะไม่ต้องกดดันตัวเองเหมือนสมัยก่อน
 
เงินไม่ได้มีผลกับเรามากเท่าสมัยก่อนค่ะ
ถ้าเราไม่อยากทำงาน หรือรู้สึกว่าช่วงนั้นไม่สบาย เราก็หยุดทำเลย
ไปเที่ยว ไปพักผ่อน รักษาสุขภาพเอาไว้ก่อน
 
หลายๆคนอาจจะกลัวว่า แล้วอย่างนี้เลือกทำงานวาดเป็นอาชีพจะดีจริงหรือเปล่า
เพราะขนาดคนที่เป็นนักวาดอาชีพอย่างเราวันหนึ่งยังเกิดการเบื่อ
เรื่องแบบนี้มันแล้วแต่คนค่ะ ที่เราเบื่อเพราะว่าสาเหตุหลายๆอย่างมาประกอบกันด้วย
 
และเราทำงานวาดตามสั่งมาหลายปีแล้วค่ะ ทำทั้งงานประจำทั้งฟรีแลนซ์
 ไม่ใช่เพิ่งทำแล้วถึงเบื่อ เราทำตั้งแต่จบใหม่ๆ
มันก็ต้องมีจุดอิ่มตัวของมันค่ะ เมื่อถึงเวลา เรายังชอบวาดรูปเหมือนเดิม
แต่แค่ไม่อยากวาดเพื่อเงินเป็นหลักเท่านั้นเองค่ะ 
สตีฟจ็อบบอกว่าชีวิตคนเราเหมือนการลากเส้นต่อจุดค่ะ
เพราะฉะนั้นอย่าเสียดายสิ่งที่ผ่านไปแล้วของเรา
เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นประโยชน์ได้ในอนาคต
 
และSeth godin  กล่าวเอาไว้ค่ะ ว่าศิลปะ คือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนได้
เพราะฉะนั้นสำหรับเรา งานเขียนและงานวาดอยู่ในจุดที่ไม่ต่างกัน
ตราบเท่าที่มันคือการสื่อความเหมือนกัน  

จุดเปลี่ยนแปลงของเราอีกจุดคือ ณ.จุดที่เราได้ออกผลงานรวมเล่มของตัวเองค่ะ
ทำให้เรารู้สึกว่ามีทางเลือกอื่นในชีวิตที่ไม่ต้องวาดรูปเพืิ่อเงินอย่างเดียวก็ได้ค่ะ
ทางเลือกนั้นคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ณ.ปัจจุบันนี้ 
passion ของเรายังคงเป็นการวาดรูปไม่เปลี่ยนค่ะ
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราทำงานเขียนและงานสอนด้วย
 
ปัจจุบันเราไม่ได้โหมทำงานเท่าเมื่อก่อนค่ะ
เราไม่ได้รู้สึกว่าเงินมีผลกับความรู้สึกมั่นคงกับเรามากเท่าเมื่อก่อน
ตอนที่เราปล่อยให้”เงินใช้เรา” มากกว่า “เราใช้เงิน”
 
ทุกวันนี้คุณอยู่เหนือเงิน หรือเงินอยู่เหนือคุณคะ ? 🙂
 

 

2015-02-02T09:06:00+00:00กุมภาพันธ์ 2nd, 2015|