ขั้นตอนลาทีชีวิต 9-5

สวัสดีค่ะ
เอนทรี่นี้เขียนขึ้นมา สำหรับคนที่อยากออกจากงานประจำมาทำอะไรของตัวเองนะคะ
จากชีวิตที่ผ่านมา 7 ปี อยากบอกค่ะว่าชีวิตที่ไม่มีงานประจำนั้นดีมากสำหรับเรา

-ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
-ได้ทำในสิ่งที่ชอบมากขึ้น
-ได้ทำเฉพาะสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ
-ชีวิตไม่ใช่อยู่กับเวลา 9โมงเช้า-5โมงเย็น อยากตื่นเมื่อไรก็ตื่นได้
อยากทำงานเมื่อไรก็ทำ ไม่อยากทำงานก็ไม่ทำ
ส่วนข้อเสีย
-รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีโบนัส
แต่จริงๆแล้วข้อนี้กลับเป็นข้อดีค่ะ
เพราะว่ารายได้ของเราไม่ได้คงที่ เหมือนกับการทำงาน 9-5
ต่อให้เดือนนั้นเราขยันทุ่มเทมาก แต่บางที่ก็ไม่ได้จ่ายโอที
เพราะฉะนั้นถ้าเราขยัน เดือนนั้นๆก็จะได้เยอะเป็นพิเศษ
-ไม่มีประกันสังคม
อันนี้แนะนำว่าในระยะยาว ควรเลือกทำประกันสุขภาพซักอย่างค่ะ
เผื่อว่าเจ็บป่วยจะได้ไม่เดือดร้อนมาก 

เอนทรี่นี้ไม่เฉพาะคนที่ชอบวาดรูปนะคะ

แต่คนที่มีความฝันหรืออยากทำอะไรของตัวเอง
ก็ลองอ่านดูได้ค่ะ

ก่อนอื่น
ขั้นที่ 1

ถามตัวเองก่อนค่ะ ว่าการออกจากงานประจำนั้น
จะทำให้เราเดือดร้อนอย่างไรบ้าง
-มีหนี้สินที่ต้องผ่อนหรือเปล่า เดือนละเท่าไร?
-ออกมาแล้วรู้หรือเปล่าว่าจะทำอะไร?
-ครอบครัวลำบากหรือเปล่า?
บางคนอยากออกมาทำอะไรของตัวเองมาก แต่ถ้าหนี้สินพะรุงพะรัง
หรือมีภาระเยอะ จะแนะนำให้ทำงานประจำต่อนะคะ
เนื่องจากงานประจำก็มีข้อดีตรงที่ เราได้รายได้ทุกเดือน
ซึ่งคนที่มีหนี้สิน ทางที่คุณจะสามารถทำได้ก็คือ ค่อยๆปลดหนี้ไปพร้อมกับ
หาทางทำอะไรของตัวเองในเวลาพาร์ทไทม์ค่ะ

นอกจากนี้เรายังต้องดูด้วยว่าตัวเราเองเหมาะกับการใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีงานประจำหรือเปล่า
เราเป็นคนมีวินัยในตัวเองแค่ไหน มีแรงผลักดันแค่ไหน ที่ถึงแม้ไม่มีเจ้านาย
เราก็สามารถทำงานด้วยตัวเองโดยมีแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา
คนที่เหมาะกับการทำอะไรของตัวเอง ควรเป็นคนที่มี self-motivation สูงค่ะ

อีกเรื่องที่การทำงานของตัวเอง หรือการเป็นฟรีแลนซ์ให้ไม่ได้
นั่นคือเรื่องของสังคมการทำงาน การเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นค่ะ

ขั้นที่ 2

เราต้องค้นหาความชอบของตัวเองให้เจอก่อนค่ะ
ว่าจริงๆแล้วเราสามารถทำอะไรได้ดี
เช่น บางคนอาจจะทำอาหารเก่ง บางคนชอบเสริมสวย
เราสามารถทำสิ่งที่เราชอบให้เป็นรายได้หลักได้ค่ะ
แต่ว่า อาดัมคู (นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จ)
บอกเอาไว้ค่ะ ว่า..ไม่ใช่ว่าคุณชอบทำอาหาร
แล้วคุณจะเปิดร้านอาหารได้ทุกคน

ไม่ใช่ว่าคุณชอบวาดรูป แล้วจะเปิดสตูดิโอ หรือเอเจนซี่ได้ทุกคน
ไม่ใช่ว่าคุณชอบสอน แล้วจะเปิดโรงเรียนได้ทุกคน
เพราะว่าการทำธุรกิจมันมีเรื่องอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องค่ะ
ซึ่งคนที่เป็นนักธุรกิจจริงๆอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ทำอะไรด้านนั้นๆเก่ง
แต่เป็นเพราะเขาบริหารคนเก่งก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราชอบทำอาหาร
แล้วอยากเปิดร้านอาหาร อาจจะต้องหาหุ้นส่วนที่เป็นคนที่รู้ในด้านธุรกิจดี
แต่ถ้าเราไม่รู้ด้านธุรกิจเลย แต่ชอบทำอาหาร
เราอาจจะเริ่มจากเล็กๆก่อน เช่น ตลาดนัด
หรือคนชอบวาดรูป ลองดูว่า เราชอบหรืออยากทำอะไรเป็นหลัก
เช่น รับจ้างวาด,หรือเน้นไปที่การทำ product ของตัวเอง

ขั้นที่ 3

 เตรียมตัวก่อนออกจากงานประจำ
จริงๆแล้วเมื่อได้เงินเดือนมา ทุกก้อน ควรจ่ายให้ตัวเองก่อนค่ะ 10%
ถ้าคุณไม่จ่ายให้ตัวเองก่อน สุดท้ายเงินก้อนนี้มันจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ
เพราะว่า ค่าใช้จ่ายของเราจะเติบโตเท่ากับเงินที่เราหามาได้เสมอค่ะ
เมื่อคุณมีเงินก้อนๆหนึ่ง เท่ากับรายได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว
สามารถออกจากงานประจำได้โดยที่อาจจะไม่เดือดร้อนอะไรมาก
เพราะว่าเงินก้อนนั้นอาจจะเลี้ยงคุณได้สักพัก
แต่อย่างที่บอกในกรณีมีหนี้ ควรปลดหนี้ให้ได้ก่อนค่ะ

ในกรณีที่ไม่มีเงินสำรองเลย
ถ้าคุณเข้าข่ายในกรณีต่อไปนี้ ก็สามารถออกได้ค่ะ
-มีหนี้แต่ก้อนไม่ใหญ่ อาจจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือ หนี้ที่ไม่ใช่หนี้ระยะยาว
-ที่บ้านไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมาก

แล้วถ้าคนที่มีหนี้บ้านหรือรถ
-ควรมีเงินเก็บมากกว่าเงินเดือน 6 เดือนค่ะ
เพื่อที่เวลาออกมาทำอะไรของตัวเองแล้วจะได้ไม่ลำบากมากนัก
คือยังมีเงินจ่ายหนี้บ้านหรือรถอยู่

ขั้นที่ 4

ทิม เฟอร์ริส(ผู้เขียน 4 hour worksweek)เรียกขั้นนี้ว่า…
งอกปีกโบยบินค่ะ คือขั้นที่เราตัดสินใจออก และสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
โดยที่ไม่ต้องพึ่งรายได้จากงานประจำ
แต่บอกได้เลยว่า ถ้าคนที่ไม่มีแหล่งรายได้ที่แน่นอนนั้น
ช่วงแรกๆจะลำบากค่ะ คือ รายได้จะไม่เสถียร
วิธีแก้ไขคือ เราจะต้องมีรายได้จากหลายๆทาง
เช่น
ของเราช่วงที่ทำงานวาดเป็นหลัก
-รายได้จากการจับจ้างวาดทั้งรับจ้างบริษัท,คนทั่วไป,ต่างประเทศ
-รายได้จากการขาย product(print,หนังสือ)
-รายได้จากการรับบรรยาย
แต่ไม่แนะนำให้เป็นเป็ดคือทำอะไรหลายๆอย่าง
ให้โฟกัสที่อย่างเดียว
คนที่ทำอะไรหลายๆอย่างไม่ใช่ไม่ดีนะคะ
เราคิดว่าคนที่ทำอะไรหลายๆอย่างแล้วทำได้ดี
แปลว่าคนนั้นเป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่น
แต่ที่บอกว่าควรโฟกัสอะไรอย่างเดียว
เพราะว่าคนส่วนใหญ่เวลาที่มีสิ่งที่ชอบหลายอย่างนั้นจะหลุดโฟกัสได้ง่าย
โดยส่วนตัวแล้วนับถือคนเก่งหลายอย่าง
เพราะฉะนั้นที่บอกว่าให้เลือกทำอะไรอย่างเดียว
และโฟกัสจริงๆเหมาะสำหรับคนที่หลุดโฟกัสได้ง่ายนะคะ
เพราะว่ามันง่ายกว่าค่ะ ในการที่จะเก่งอย่างนึง
แต่ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่ลำบาก
สำหรับใครหลายๆคนค่ะ
คือส่วนใหญ่แล้วอยากออกแต่พอจะออกจริงๆ
ก็ไม่ตัดสินใจออกจริงๆ
ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นอะไร
ลองนึกถึงคำพูดของสตีฟจ็อบดูนะคะ สตีปจ็อบกล่าวไว้ว่า

“Your time is limited, so don’t waste

it living someone else’s life.
Don’t be trapped by dogma –
which is living with the results

of other people’s thinking.
Don’t let the noise of other’s opinions

drown out your own inner voice.
And most important,
have the courage to follow your heart and intuition.
They somehow already know

what you truly want to become.
Everything else is secondary.”

“เวลาของเรามีจำกัด
อย่าเสียเวลาของเราไปกับการอยู่บนชีวิตคนอื่น
อย่ายึดติดกับหลักเกณฑ์
ซึ่งเป็นการอยู่บนผลลัพธ์ของความคิดคนอื่น
อย่าให้เสียงความเห็นของคนอื่นดึงเสียงภายในของคุณ
และสิ่งที่สำคัญที่สุด
มีความกล้าที่จะตามหัวใจตัวเองและปัญญาญาณของตัวเอง
บางทีคุณก็รู้อยู่แล้วว่าคุณอยากเป็นอะไร เรื่องที่เหลือเป็นเรื่องรอง
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์เช่นเคยค่ะ
link แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
Leo Babauta ‘s Zenhabit ค่ะ entry นี้
คนนี้เป็นบล็อคเกอร์ชื่อดังมาก เขียนไว้ค่ะ
2015-02-04T02:32:40+00:00กุมภาพันธ์ 4th, 2015|