ทำงานเพื่อมีชีวิตหรือมีชีวิตเพื่อทำงาน?

 image credit:benjamin sTone
สวัสดีค่ะ
สำหรับ entry วันนี้เชื่อว่าน้องที่อ่านบล็อคเราหลายๆคนก็ยังอยู่ในวัยเรียน
บางคนก็เพิ่งเริ่มทำงานนะคะ จะบอกว่าแนวคิดในบล็อคนี้
ใช้กับเรื่องของการเรียนได้เช่นกันค่ะก่อนอื่นหลายๆคนที่กำลังทำงานอยู่
ลองถามตัวเองนะคะว่า

คุณรักงานที่ทำอยู่แค่ไหนคะ?

ตอนนี้ คุณมีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน(make a life)
หรือคุณทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่คะ(make a living)?คุณมีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน(make a life)
-คุณรักงานของคุณมาก
และต่อให้คุณเกษียณ คุณก็ไม่เลิกทำงานนั้น
งานคือความหมายอย่างนึงในชีวิตของคุณ
และคุณรู้สึกว่าคุณเกิดมาเพื่อทำงานชนิดนั้นๆคุณทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่(make a living)
-คุณทำงานนั้นๆ เพื่อให้มีรายได้มาจ่ายบิล และค่าใช้จ่ายในบ้าน
-คุณทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อวัตถุภายนอก

การที่คุณทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่นั้น ไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ
แต่ชีวิตคุณจะหายไปครึ่งนึง คือ เรียน จบมา ทำงาน กว่าจะรู้ตัว
ก็อายุ 50(ครึ่งชีวิต) แล้วก็พบว่า
เราไม่ได้ชอบงานที่ทำอยู่เลย หรือไม่ได้รักงานที่ทำอยู่เลย
ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่า คนเยอะมากที่ตกอยู่ในหมู่นี้

แต่จริงๆแล้วก็ไม่แปลกเท่าไรค่ะ ที่คนมักจะเลือกทำงาน
เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่ เพราะว่าสังคมและสื่อต่างๆ
หล่อหลอมความคิดของเรามาตั้งแต่ยังเล็ก
ว่าการประสบความสำเร็จในชีวิต คือการที่ร่ำรวย มีอาชีพที่มีเกียรติ มีหน้ามีตา
เรียนได้เกียรตินิยม มีบ้านหลังโตๆ มีรถคันงามๆ มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากมาย
ทำให้เราให้คุณค่ากับสิ่งภายนอกที่จับต้องได้ มากกว่าจิตใจหรือความรู้สึกภายใน
ที่มันจับต้องไม่ได้

ซึ่งจริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่วัตถุภายนอก แต่เป็นเรื่องภายใน’ใจ’ของเราค่ะ
ใจของคนเราทางด้านวัตถุ เหมือนทะเล ถมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็ม
เราคิดว่าการจะอยู่อย่างมีความสุข ต้องคิดว่าตัวเราคือแก้วเปล่าใบหนึ่ง พร้อมจะใส่น้ำ
และเทน้ำทิ้งออกไปอยู่ตลอดเวลา คือเปิดใจรับสิ่งใหม่
และทิ้งสิ่งเก่าออกไปบ้าง

เพราะอะไร?
เพราะว่าคุณไม่มีทางเติมเต็มจิตใจ ด้วยวัตถุภายนอกได้
คุณต้องการสิ่งนั้น สิ่งนี้ แล้วคุณก็จะอยากได้มากขึ้นไปอีก
คุณจะหาเหตุผลว่าทำไมคุณควรมีสิ่งนั้น เช่น คุณอยากได้ ipad มาก
คุณก็จะหาเหตุผลว่าทำไมคุณต้องซื้อมัน ทั้งๆที่จริงๆเหตุผลแท้จริง
อาจจะเป็นเพราะคุณอยากทำให้คนอื่นเห็นว่าคุณนั้น เท่ หรือ มีเงิน ดูดี
อะไรทำนองนี้มากกว่าเหตุผลที่คุณอยากจะใช้มันทำงานจริงๆก็ได้

เพราะฉะนั้นก่อนซื้ออะไร ถามตัวเองก่อนค่ำ ว่ามัน”จำเป็น” กับชีวิตเราขณะนั้นจริงๆหรือเปล่า
คนเรามักจะอยากทำให้คนที่เราไม่รู้จัก ไม่เกี่ยวข้องด้วย หรือแม้แต่คนรู้จัก
ประทับใจในตัวเราเสมอ โดยวัตถุ เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวเชื่อมความรู้สึกเหล่านั้น

กลับมาที่เรื่องเดิมค่ะ
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสายการเรียนยังไง
เกี่ยวตรงที่ เราอยากเรียน
เพื่ออยากทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราฉลาด ดูดี เท่ ที่เลือกคณะนั้นๆ
หรือทำงานอาชีพนั้นๆหรือเปล่า? หรือเราอยากเรียนคณะนั้น เพราะอยากทำอาชีพนั้น
และรักในอาชีพนั้นจริงๆ?

เราเคยเลือกทางเดินผิดค่ะ แต่ไม่เคยเสียใจ และบอกทุกครั้งว่า
ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงเลือกแบบเดิม
เราเลือกเรียนสถาปัตย์ เพราะเหตุผลง่ายๆแค่ว่า
1.เรียนสายวิทยาศาสตร์มา
2.ชอบวาดรูป
3.ชอบต้นไม้เลยเลือก landscape (ภูมิสถาปัตย์)
4.เราคิดว่าคนเรียนคณะนี้ หรือเป็นสถาปนิก เป็นอาชีพที่เท่มาก
ในความคิดของเรา ตอนที่เป็นเด็กขณะนั้นค่ะ
ซึ่งเพราะความคิดแบบนี้ พอเข้าไปเรียน 5 ปี เป็น 5 ปี
ที่ทรมานมากสำหรับเรากว่าจะจบ
จริงๆไม่เชิงไม่ชอบ แต่เรียนแล้วไม่มีความสุข
วิชาที่ชอบก็มี แต่มีน้อยกว่า เราชอบเรียนพวกพื้นการออกแบบอะไรพวกนี้
หรือวิชา presentation วาดๆเขียนๆ,สัมมนา
แต่ที่เราไม่เลือกซิ่วเพราะอยากให้พ่อแม่ภูมิใจเท่านั้นเองค่ะ

แล้วทำไมเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์?
เพราะตอนนั้นชอบวิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าค่ะ เราคิดว่าเราวาดรูป
เป็นงานอดิเรกเฉยๆ ยังไม่เคยคิดว่าจะทำงานวาดเป็นอาชีพ
ตอนเด็กๆอาจารเคยเขียนในใบประเมินผลการเรียน
ว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์
แต่เรามาเกลียดวิชาคณิตศาสตร์ตอนอยู่ประมาณ ป.6 และเกรดก็ตกฮวบ
เพราะเจออ.สอนไม่รู้เรื่องค่ะ ตั้งแต่นั้นมาเราเลยฝังใจว่า
ถ้าหากเรามีโอกาสได้ทำงานสอน เราจะเป็นครูที่ทำให้เด็กรักวิชานั้นๆ
และที่เลือกสายวิทย์ เพราะพ่อบอกด้วยว่าเลือกสายวิทย์
ยังมีโอกาสในการเลือกเรียนคณะต่างๆได้มากกว่า(คือกลับลำได้)
ตอนนั้นเลยไม่ลังเลที่จะเลือกสายวิทย์เลย
พอเรียน ถามว่าชอบไหม เราเกลียดเลขไปเลยค่ะ หลังจากช่วงป.6 ตอนนั้น
แต่ชอบฟิสิกส์ ชีววิทยา ไม่ชอบเคมี

ตั้งแต่นั้นมาเราเลยตัดสินใจว่า เราจะซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเอง
จะไม่เลือกอะไรเพราะเหตุผลภายนอก
เพราะขนาดเราเลือกสถาปัตย์ เพราะเหตุผลภายนอก
1.เป็นอาชีพที่มีเกียรติ 2.ไปทำงานต่างประเทศ เงินดี 3.ดูเท่
เรียน 5 ปีแล้วยังทรมานขนาดนี้ 
แล้วถ้าเป็น 50 ปี ที่เลือกทางเดินผิด จะทรมานขน่าดไหน

ขอย้ำคำพูดของ Yaro Starak ที่เป็นนักธุรกิจทางอินเตอร์เนทค่ะ
เขาบอกว่า ‘Focus on your passsion,not material possession’
โฟกัสที่สิ่งที่เป็นความหลงไหลของคุณ สิ่งที่คุณจะขาดไปไม่ได้
เหมือนกับจิตใจคุณจะตายได้เลยถ้าไม่ได้ทำสิ่งนี้
แล้วเลือกทางเดินตามนั้น
คุณจะเป็นคนที่ make a life
มีชีวิต อยู่เพื่อทำงานที่คุณชอบ ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ
ไม่ใช่ make a living คือ ทำงานเพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆก็พอ
หรือทำงานเพื่อหาเงินผ่อนบ้านหลังใหญ่ รถคันโตๆเกินตัว
เพื่อทำให้่คนอื่นๆที่คุณไม่รู้จักด้วยซ้ำประทับใจ

ถ้าคุณเลือก make a life คุณอาจจะได้ทั้ง 2 อย่างค่ะ
คือได้“ชีวิต”ของคุณคืนมา และได้เงินมาจ่ายบิลต่างๆ
แต่บางอาชีพอาจจะต้องอาศัยเวลา ก็เอาใจช่วยค่ะ
ลองเลือกดูนะคะ ว่าอย่างไหนจะเหมาะกับชีวิตของคุณมากกว่ากัน 🙂
2015-02-03T01:40:59+00:00 กุมภาพันธ์ 3rd, 2015|