ลาออกกันดีไหม?

image credit:Tiger Pixel
อ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบค่ะ ชื่อ business around lifestyle ของ Jim Kukral
ซึ่งอ่านแล้วเป็นหนังสือที่ชวนให้ลาออกอีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

 วันนี้เลยเขียน entry สบายๆ
เกี่ยวกับสิ่งที่หลายๆคนอยากรู้นั่นคือ “ลาออกกันดีไหม?”

คำถามนี้ เมื่อตอบแล้วก็คงจะต้องถามอีกคำถามหนึ่งค่ะ นั่นคือ
ลาออกแล้วจะทำอะไร?

โดยส่วนมากแล้ว เวลาเราทำงานออฟฟิศกัน
สิ่งที่เป็นประจำเลยก็คือ การได้เงินเดือนทุกเดือน และมีประกันสังคมซึ่งหลายๆคน
ไม่อยากทิ้งตรงจุดนี้มาทำงานที่เสี่ยงมากขึ้น
แต่อย่าลืมว่า โลกทุกวันนี้ หลังจากเหตุการณ์ 911 ตึกเวิลด์เทรดถล่ม
คนหลายๆคนต่างตระหนักว่าชีวิตมันไม่แน่นอน
ภัยธรรมชาติก็หลากหลาย ทั้งสึนามิ แผ่นดินไหว
ถึงแม้ประเทศเราจะอยู่ในจุดที่ความเสี่ยงต่ำกว่าประเทศอื่น
แต่ความมั่นคงจากงานออฟฟิศในปัจจุบันนั้นน้อยลงมากค่ะ

ลองคิดดูว่า ถ้าหากโลกแตกเร็วๆนี้จริง
สิ่งที่เราอยากทำ ใช่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้หรือไม่คะ

ณ.จุดนี้ เราออกจากงานประจำมา 7  ปีเต็มแล้วค่ะ
มีรายได้ค่อนข้างเสถียร จนเราสามารถปฎิเสธงานที่เราไม่อยากทำได้
มีชีวิตที่มีอิสระ ปราศจากเจ้านาย
อยากจะบอกว่ามันดีกว่ามากค่ะ
อาชีพปัจจุบันคือ entrepreneur หรือ ผู้ประกอบการค่ะ
คือเราไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ที่รับงานจากที่อื่น
แต่เราสร้างงานขึ้นมาด้วยตัวเอง
เรารับงานฟรีแลนซ์น้อยลงมากค่ะ เหลือแต่งานที่อยากทำจริงๆเท่านั้น

ช่วงประมาณปีที่ 2-3 เป็นช่วงการอิ่มตัวของงานวาดสำหรับเราค่ะ
เรากลับมาจากสิงคโปร์ ทำงานรับจ้างวาดต่างประเทศไป 100 กว่าชิ้น
จนเราเบื่องานวาดตามคำสั่ง และเรารู้ตัวเองเลยว่า
เราไม่ใช่ประเภทที่ชอบงานวาดตามคำสั่งค่ะ
เราชอบงานวาด ที่โจทย์กว้างๆ และได้เป็นตัวของตัวเองมากๆ
เราเพิ่งรู้ตอนหลังว่า นิสัยเราไม่เหมาะกับอาชีพนักวาดเลย
หลายๆคนอาจจะถามกลับว่า แล้วทำไม ไม่มุ่งที่จะเป็น artist
เราเคยคิดว่าเราอยากจะเป็น artist อยู่ช่วงหนึ่งค่ะ
คือ วาดอะไรออกมาแล้วก็ขาย แต่จะบอกว่ามันยากค่ะ
เพราะว่าทำตามใจตัวเอง ก็จะเจอกับสิ่งที่เรียกว่า ขายได้ หรือ ขายไม่ได้อีก
เราอยากทำตามใจตัวเอง แบบที่ไม่ต้องกังวลว่าจะขายได้ หรือไม่ได้
เพราะฉะนั้นเราจึงลดงานวาดลงค่ะ

เหมือนกับงานเขียนนี่แหละ มันสนุก เพราะว่าเขียนโดยไม่ต้องคิดว่า
จะขายได้หรือไม่ได้ เราถามตัวเองว่า เราอยากเป็นนักเขียนอาชีพ
หรือ นักวาดการ์ตูนอาชีพเป็นเรื่องๆหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่ค่ะ เราไม่ได้อยากเลี้ยงชีพด้วยการเขียน
หรือการวาดการ์ตูนเรื่องๆ ไม่ใช่เพราะเรื่องของรายได้
แต่เป็นเพราะถ้าเราจะเขียนการ์ตูนหรือเขียนหนังสือ

 

เราจะเขียนเรื่องที่เราอยากเขียน
ด้วยความคิดที่่ไม่ต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
(คืออยากทำสิ่งที่ชอบ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องเกี่ยวกับเงินเลย)
อันนี้เป็นแค่แนวคิดของเราเฉยๆค่ะ
เส้นทางของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ

แล้วหลายๆคนอาจจะถามกลับว่า
ถ้าอยากทำสิ่งที่ชอบ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน
ทำไมไม่ไปเป็นภูมิสถาปนิก ตามที่จบมา
คือ เราไม่อยากฝืน ทำสิ่งที่ไม่ได้ชอบเลยหนะค่ะ
อย่างน้อยอาชีพที่เราเลือก ก็ต้องเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการวาดรูป

เราค้นหาตัวเองมาตลอด
รู้ตัวอีกอย่างว่า เราชอบอ่านหนังสือธุรกิจมากค่ะ
และเราชอบศึกษาชีวิตของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
ซึ่งอันนี้เป็นมาตั้งแต่ตอนจบใหม่ๆแล้ว
เราอยากทำอะไรของตัวเองในที่นี้ ซึ่งสิ่งที่เราทำปัจจุบัน
คือ illustcourse.com

รายได้หลักของเราคือสอนและproduct คือคอร์ส DVD
ณ.จุดนี้ตอบโจทย์ในชีวิตเราได้หมด คือ อิสรภาพ,รายได้,ความสุขและอื่นๆ
ส่วนรับจ้างวาดตอนนี้เราลดลง
เหลืองานที่อยากทำจริงๆเท่านั้นค่ะอย่างที่บอก

ถ้าหลายๆคนอยากจะออก

แต่ไม่สามารถตอบคำถามที่ว่าลาออกมาแล้วจะทำอะไรได้
หนังสือ escape from cubicle nation บอกว่า
สิ่งที่คุณควรจะออกมาทำนั้น อยู่ณ.จุดที่สามสิ่งมาพบกันพอดีนั่นคือ
สิ่งที่คุณถนัด,สิ่งที่มีตลาด,และสิ่งที่คุณชอบทำ
นั่นแหละคือสิ่งที่คุณสามารถออกมาทำได้ค่ะ

ช่วงที่ลำบากจริงๆตอนลาออกมานั้นคือช่วง 1-2 ปีแรก
ที่ฐานลูกค้ายังไม่แน่นพอค่ะ แต่ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆที่เหนื่อยนั่นคือ
การสร้างฐานลูกค้านั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นงานวาดหรืองานอื่นๆค่ะ
เมื่อฐานลูกค้าแน่นแล้ว จะถึงจุดที่รายได้เสถียรค่ะ

สิ่งที่เราเรียนรู้ช่วงหลังๆจะเป็นเรื่องของธุรกิจส่วนใหญ่ค่ะ
ถึงกับไปลองเรียนรู้ขายตรงดูตามหนังสือคิโยซากิ

ที่บอกว่า ขายตรง คือ โรงเรียนสอนธุรกิจ
สำหรับเรา เรารู้สึกว่า สิ่งที่ขายตรงสอนเราคือ
ความพยายามในการทำอะไรสักอย่าง
กับการสร้างฐานลูกค้าค่ะ ซึ่งระบบการหาลูกค้าของขายตรง
มันคือ การหาลูกค้าในเชิงธุรกิจนั่นเอง
การใช้หลักความน่าจะเป็นต่างๆ ซึ่งถ้ามองแบบไม่อคติแล้ว
ถ้าใครผ่านขายตรงมาแล้ว การขายอย่างอื่นจะเป็นเรื่องง่ายไปเลยค่ะ
 
แต่ถ้ามีใครสักคนมาถามเราว่า แล้วควรจะเข้าไปเรียนรู้การทำขายตรงไหม
ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ ถ้าคุณมีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
ถ้าคุณใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียวจากการทำธุรกิจขายตรง
มาสร้างธุรกิจของตัวเอง จะทำธุรกิจตัวเองได้สำเร็จหรืออยู่ได้ค่ะ

ปีที่ 3-4 นี่จะเป็นปีที่สบาย ถ้าหากปีแรกๆเราทำงานหนักมาแล้ว
และหาจุดสมดุลย์ในชีวิตของตัวเองเจอค่ะ

จุดสมดุลย์ที่ว่าคือจังหวะชีวิตของแต่ละคน นั่นคือ
เวลาที่เราออกมาเป็นฟรีแลนซ์/ธุรกิจส่วนตัวหรือหลังจากลาออกมาแล้ว
จะมีช่วงที่เคว้งค่ะ คือช่วงแรก จะรู้สึกสนุก กับอิสรภาพที่ได้รับ
แต่พอทำๆไปสักพัก จะเริ่มโหยหารายได้ที่เสถียรแบบเก่า
สังคมการทำงานในออฟฟิศ ช่วงนี้จะต่อสู้กับตัวเองเยอะค่ะ
คือ ต้องบอกตัวเองว่า ยังไงก็จะไม่กลับไปทำงานประจำแน่นอน

สุดท้ายนี้ คนตอบคำถามว่า ลาออกดีไหม? ก็คงไม่ใช่เรา
แล้วแต่เส้นทางของแต่ละคน แต่ขอให้มีความสุขณ.จุดที่เลือกค่ะ
 

เลือกตามเสียงหัวใจตัวเอง
อย่าสนใจคำวิจารณ์หรือคำพูดของคนอื่นค่ะ
คนที่วิจารณ์ชีวิตคนอื่น บางทีก็วิจารณ์ไปเรื่อย
บางทีไม่รู้ว่า condition หรือเงื่อนไขชีวิตของคนแต่ละคนมันแตกต่างกัน

ซื่อสัตย์ต่อตัวเองค่ะ
เพราะคนที่จะสุขหรือทุกข์กับทางเลือกของเรา

สุดท้ายก็คือตัวเราเองค่ะ
2015-02-03T01:04:53+00:00กุมภาพันธ์ 3rd, 2015|