การใช้คำนั้นสำคัญไฉน

การใช้คำมีผลมากๆค่ะ
.
เมื่อวานติวเรื่องธุรกิจเล็กน้อยให้น้องจิว ลูกค้า(นักเรียน) น้องจิวมาเรียนคอร์ส illustration เพื่อนำไปวาดสร้าง content ของตัวเอง เราบอกน้องจิวว่า เวลาใช้คำพูด อย่าใช้คำว่า’ถูก’ให้ใช้คำว่า ‘ประหยัด’ ค่ะ 
.
สองคำนี้มีความแตกต่างกันมาก และให้ความรู้สึกแตกต่างกันมาก ถูก จะให้ความรู้สึกไม่มีคุณภาพ ประหยัดจะให้ความรู้สึกคุ้มค่าและดูเหมือนเราฉลาดเวลาเลือกของประหยัด
.
สมมติเราทำติวเตอร์ เป็นติวเตอร์แบบไปถึงบ้าน แต่เราไม่มีสถานที่ของตัวเอง หรือทำธุรกิจอะไรก็ตาม แม้แต่งานอาร์ทของตัวเอง
.
เราห้ามพูดถึงจุดอ่อนของตัวเอง ให้พูดถึงจุดแข็งเท่านั้นค่ะ จุดอ่อนเปลี่ยนให้เป็นจุดแข็งให้หมด เช่น
.
ไม่มีสถานที่-Flexible ต่อนักเรียนในการที่จะมาเรียนกับเรา
.
เราถามน้องจิว
มุ่ย:น้องจิวคิดยังไงถึงมาเรียนกับเรา ทั้งที่ราคาไม่ได้ถูก และเซิร์จมาเจอเลยก็ลงเลย
น้องจิว:ไม่รู้สิพี่ จิวเปิดไปดูเพจพี่ ดูเว็บพี่ แล้วรู้สึกว่า ‘น่าเชื่อถือ’ ดูแล้ว ‘น่าจะได้อะไรเยอะ’
.
คำว่า ‘น่าเชื่อถือ’=Trust ค่ะ คือความไว้เนื้อเชื่อใจ
กลับไปที่กฏเหล็กเลย คือคนจะจ่ายเงินให้กับคนที่เรารัก และ/หรือ ไว้ใจค่ะ
.
ส่วนคำว่า ‘น่าจะได้อะไรเยอะ’คือ ความคาดหวังของลูกค้าค่ะ เราต้องทำให้เกินความคาดหวังของเขาให้มากๆจะเกิด wow exp. เขาจะบอกต่อค่ะ หรือไม่ก็จะประทับใจ
.
การรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวโดยไม่หวังผลใดๆจึงสำคัญ เราต้องคิดว่าถ้าลูกค้าหรือนักเรียนสำเร็จ เราก็สำเร็จไปแล้วค่ะ
.
ครูที่สอนเก่งคือครูที่เข้าใจนักเรียนทำให้นักเรียนรักการทำสิ่งนั้นๆนะคะ ไม่จำเป็นต้องเทพ เราคิดว่าการสอนเป็นอย่างแรกที่ทำให้เรารู้สึกอยากทำไปตลอด แต่อาจจะเปลี่ยนเรื่องสอน

ต่อมาเราจะพูดถึง content marketing ค่ะ content marketing มีหลายรูปแบบ เช่น วีดีโอ รูปภาพ เสียง ข้อความ บทความ ซึ่งเราจะเลือกวิธีใช้บทความเป็นหลักนะคะ content มี 2 ประเภทค่ะ
.
1.Evergreen content
คือคอนเทนต์ที่สามารถอยู่ได้เรือยๆ ได้รับผลการค้นหาเรื่อยๆ แต่ข้อเสียคือเนื้อหาอาจจะไม่ได้อินเทรนด์อะไร เพราะมันเป็นเนื้อหาที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
.
2.Trending content
คือคอนเทนต์ที่ตามยุคตามสมัย เช่น พวกข่าว หรือเขียนตามสิ่งที่ฮิตๆในขณะนั้นค่ะ ข้อดีคือเนื้อหาพวกนี้เป็น Viral ค่ะ
.
ถามว่าควรใช้แบบไหน ควรใช้ทั้งสองแบบค่ะ เพราะว่ามันจะเหมาะกับแต่ละสถานการณ์ไป ไม่ว่าสินค้าคุณจะเป็นอะไรคุณก็ใช้ content marketing ได้ทั้งนั้นค่ะ
.
เช่น สินค้า เป็น หมอนทำมือแบบเจ้ Artistaya Hanatist เราก็สามารถให้ความรู้เรื่องหมอน ไรฝุ่นได้ เช่น หมอนที่มีอยู่ทั่วๆไปในท้องตลาด กับหมอนของเราต่างกันอย่างไร เช่น ของเจ้เป็นปักมือ
.
เราก็ต้องไปเริ่มที่ why ก่อน คนซื้อหมอนทำมือไปทำไม?


-ไม่ได้เอาไว้นอนแน่ๆเพราะเขากลัวสกปรก เขาอาจจะเอาไว้แต่งบ้านเป็นหมอนอิงเก๋ๆ
-ทำไมต้องแต่งบ้านด้วยหมอนทำมือ
เพราะแสดงตัวตนว่าเราเป็นคนอาร์ทติสท์ๆเหมือนกัน
-ทำไมต้องแสดงว่าเราเหมือนกับคนอาร์ทๆหน่อย
มันเท่!
.
เพราะฉะนั้นหมอนทำมือ ขายไลฟ์สไตล์ ขายความเท่ค่ะ ไม่ได้ขายหมอน(ถึงแม้ตัวอย่างที่ยกมาลายของเจ้จะออกน่ารัก) ถ้าเราคิดว่าเราขายหมอนอยู่ เราจะ positioning ตัวเองเป็น commodity หรือสินค้าทั่วๆไป เราต้องตีความสินค้าเป็นอารมณ์สักอย่างให้ได้ก่อนค่ะ
.
พอเรารู้แล้วว่า คนต้องการความเท่ เราก็หาคอนเทนต์ เท่ๆ อาร์ทๆ มาใส่ เช่น 10 วิธีแต่งบ้านด้วยหมอนทำมือให้ฮิป,ทำไมหมอนปักมือจะทำให้บ้านคุณเท่ขึ้นสิบเท่า เป็นต้น
.
ในบรรดาสิ่งที่เราเขียน ถามว่ามีแป้กไหม มีค่ะ อันที่ฮิตมากๆก็มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือความสม่ำเสมอค่ะ เขียนไปเรื่อยๆ ดูว่าแนวทางไหนนิยมก็คงแนวทางนั้นไว้ มันเป็นการลองผิดลองถูกค่ะ

2016-10-05T08:49:22+00:00ตุลาคม 5th, 2016|