สวัสดีสิงคปุระ

สวัสดีสิงคปุระ

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://flic.kr/p/b8TRLr

เขียนไว้เมื่อ 8 ปี ที่แล้วค่ะ

ณ.วันที่ 12 ตุลาคม ปี 2550 บ่ายแก่ๆ อากาศกำลังร้อนได้ที่

วันนี้เป็นวันที่ผมตัดสินใจจะเดินทางออกจากประเทศไทย
ไปสู่เกาะเล็กๆที่ขึ้นชื่อในความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ภาษาเกม rpg เขาเรียก…ไปเก็บเลเวลครับ…
หาประสบการณ์และสานต่อภารกิจในชีวิต
การเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงการแตะนิ้วบนปุ่มคอนโทรลเลอร์
เป็นแค่จุดเริ่มต้นจุดใหม่…ผมกำลังกดปุ่มสตาร์ท…
ก่อนอื่นผมต้องผ่านเควสต์ที่สนามบินนี่ไปให้ได้ก่อน….

ณ.สนามบินนานาชาติที่รวมความที่สุด…
ข่าวประโคมว่าทุจริตกันมากที่สุด…ใหญ่ที่สุด…สร้างนานที่สุด
ผมเดินรี่เข้าไปยังบอร์ดประกาศเที่ยวบิน เพื่อเช็คดูว่าเช็คอินที่ตรงไหน
เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาตามใบหน้า ไม่ใช่เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว
แต่เป็นเพราะเที่ยวบินเจ็ทสตาร์ที่ผมจองเอาไว้เพื่อบินไปทำงานสิงคโปร์
..มันดันปิดช่องเช็คอินแล้ว!!!…
ผมสบถในใจ

“ชิบหายละวา ทำไงว่ะเนี่ยตรู ตายห่ะ….”

ความตื่นตระหนกเกิดขึ้นทันที….เหงื่อผุดขึ้นมาอีกหลายเม็ด
ไม่รีรอ…ตรงเข้าไปถามพนักงานสนามบิน

“เอ่อ …ไม่ทราบว่า เที่ยวบินสายการบิน xx รอบบ่ายสองโมงสิบห้า…ยังเช็คอินได้ไหมครับ”
เสียงใสๆของพนักงานสาวตอบอย่างฉะฉาน
“วันนี้บูทสายการบิน xx ไม่มาเปิดนะคะ ทางคุณต้องโทรไปเช็คที่ในเมืองค่ะ
ถ้าต้องการเบอร์บอกได้นะคะ”

ประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต กับการตกเที่ยวบิน ทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก งกๆเงิ่นๆ….
ผมนึกถึงภาพยนตร์ The terminal
ชายที่ติดอยู่ใน terminal เพราะต.ม.ไม่ให้ผ่านเข้า
แต่เผอิญสำหรับผมยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายขนาดนั้น…
ผมลองเดินไปดูที่บูทสายการบิน ที่บูทว่างเปล่าไม่มีคน
แต่มีพนักงานร่างท้วมคนหนึ่ง ผิวดำตามลักษณะชายไทย ยืนจังก้าอยู่
ผมไม่รีรอที่จะถาม…

“เอ่อ ผมจองสายการบิน xx ไว้อ่ะคับ ดูเหมือนว่าผมจะตกไฟล์ท
ไม่ทราบว่าจะเลื่อนตั๋วเป็นเที่ยวบินอื่นได้ไหม”
“สายการบิน Budget นะครับ ทางคุณต้องซื้อตั๋วใหม่”
…กำ….

… ความซวยบังเกิด …

ผมตรงปรี่ไปยังบูทของสายการบินอื่น เนื่องจากไม่มีบูทของสายการบิน xx ในวันนี้
“ขอตั๋วขาไปอย่างเดียวครับ รอบสี่โมง สี่สิบห้า”
“เอ่อ….ไม่ทราบว่าคุณมีเอกสารแสดงการทำงานหรือเปล่าคะ”
“มีจดหมายนัดเรียกตัวอ่ะครับ….ใช้ได้ไหม”
“ขอดูก่อนนะคะ”

…ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้ง…

ผมเดินไปยังอินเตอร์เนทคาเฟ่ในสนามบิน
มีฝรั่งสองสามคนนั่งชิวอยู่ในคาเฟ่
ที่นี่ถ้าจะใช้บริการอินเตอร์เนท ต้องซื้อการ์ดขั้นต่ำสุด 100 บาท
อาจจะเป็นราคาที่แพง สำหรับผมและคนทั่วไป
แต่ตอนนี้มันฉุกเฉิน ผมเลยยอมจ่าย 100 สำหรับราคาอินเตอร์เนท 2 นาที
และอีกสิบบาท สำหรับการพิมพ์เอกสาร
…แพงทีเดียว…

ทำให้ผมฉุกคิดว่า …สมัยนี้…อะไรก็เป็นเงินเป็นทองนะครับ เวลาก็เป็นเงินเป็นทอง
กระดาษใบเล็กๆ ที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันตามแต่ละประเทศ
ทันทีที่คุณไปเหยียบประเทศอื่น
แบงก์ไทยก็เป็นแค่กระดาษธรรมดาๆ
เอาไปซื้ออะไรก็ไม่ได้
แต่…
กระดาษพวกนี้คนหลายคนยอมตายเพื่อมัน
คนบางคนยอมจ่ายมัน เพื่อย่นเวลา ซื้อความสะดวก
และคนบางคนยอมจ่ายเงินมหาศาล
เพื่อ”ซื้อเวลา”อยู่บนโลกนี้ได้นานขึ้น
แต่….บางอย่าง เราไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน
เราไม่อาจจะซื้อ “เวลา” ที่เราสูญเสียไปในชีวิต กลับคืนมาได้
ไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อย้อนกลับไปทำในสิ่งที่เราอยากทำได้
หลายๆคนมักจะพูดว่า ถ้าหากพรุ่งนี้โลกแตก เราจะทำอะไร
ผมคิดว่า…จะเสียดายไหมถ้าหากเรายังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ
วันนี้ผมจึงคิดว่าวันนี้ผมจะทำทุกอย่างในชีวิต ที่อยากทำเมื่อได้เกิดมา
ความน่าจะเป็นในการที่ผมจะเกิดมาเป็นคน มีประมาณหนึ่งในล้านล้านล้าน
ไม่เช่นนั้นผมอาจจะเกิดมาเป็น ต้นไม้ ไส้เดือน เห็ด รา โปรโตชัวร์…หรือ ตัวอะไรก็ตาม
ความน่าจะเป็นในการที่ผมจะเกิดมาเป็นผมคนนี้ ก็มีประมาณหนึ่งในล้านล้านล้านเช่นกัน
ไม่เช่นนั้นผมอาจจะเกิดมาเป็นนาย.ก นายฮอนด้า แจกันดอง นางลำยอง หรือใครๆ

ในเมื่อความน่าจะเป็นในการที่เกิดมาเป็นผมคนนี้มันยากขนาดนั้น
ผมเลือกจะทำตามความฝันของตัวเอง
เพราะมันเป็นสิ่งเดียว…ที่ตัวผมเท่านั้นสามารถทำได้
เท่ากับว่าภารกิจที่ผมต้องทำในฐานะที่เกิดมาเป็นคนๆนี้ได้ลุล่วง
เพราะคนอื่นไม่สามารถฝันแทนผมได้
ถ้าชาติหน้าผมดันซวย..เกิดมาเป็นเห็ดจริงๆ
ผมคงไม่สามารถฝันได้อีกต่อไป…เกิดมาปล่อยสปอร์ แพร่พันธุ์อย่างเดียว
…เศร้าน่าดูนะครับ ผม”โชคดี”แล้วหละ
ที่ชาตินี้เกิดมาเป็นคน…
เพราะฉะนั้นชาตินี้ขอใช้โอกาสที่มีให้เต็มที่หน่อยแล้วกัน
สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เพราะเรามีความฝัน มีจินตนาการ
ถ้าขาดจินตนาการ ขาดความรู้สึก มีแต่สัญชาติญาณ
เราก็ไม่ต่างไปจากสัตว์อื่นเลย..

…แต่ตอนนี้ผมต้องรีบเอาเอกสารไปให้พนักงานก่อนครับ …
ไม่เข่นนั้นภารกิจของผมในการทำเควสต์ไปสิงคโปร์ครั้งนี้
…คงต้องหยุดชะงักกลางคัน…ซึ่งไม่ดีแน่ๆ
ระหว่างทางเดินกลับไปที่บูท ระยะทางค่อนข้างห่าง ทำให้ผมว้าวุ่นใจไม่น้อย
ผมเดินหา “NPC” …เอ่อ…พนักงานสายการบินคนเมื่อครู่หนะครับ…
“นี่ครับ เอกสาร ใช้ได้ไหมครับ”
ผมยื่นเอกสารที่เป็นจดหมายนัดเรียกตัวจากบริษัทไปให้พนักงาน
พร้อมกับความหวังว่านี่จะพอใช้การได้
เพื่อจะซื้อตั๋วขาไปอย่างเดียว เพราะผมต้องประหยัดเงิน เพื่อใช้เอาตัวรอดที่โน่น
“ไม่ได้นะคะ ยังไงคุณก็ต้องซื้อตั๋วไป-กลับค่ะ”
พนักงานสาวตอบกลับเสียงแข็งกร้าว …
ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับท่าทีของพนักงานและไม่แปลกใจ
เนื่องจากผมแต่งตัวโทรมๆ ยืด ยีนส์ แตะ ไม่ค่อยจะมีมาดเท่าไร
ผมจึงเคยชินกับการถูกปฏิบัติ ด้วยท่าทีแบบนี้
ผมชินชากับการถูกตัดสิน เพียงการมองเปลือกนอก ของสังคมมนุษย์
(หรือจะบอกว่า”สังคมไทย”)
คนเป็นสัตว์ไม่มีเปลือก
แต่ความจำเป็นทำให้คนเราสร้าง “เปลือก” ขึ้นมาเสมอ
เปลือกป้องกันคนเราจากความรู้สึกกลัว
แต่ไม่เป็นไรครับ ผมคิดในใจ…ก็กูเป็นของกูอย่างนี้…
ผมจึงไม่ใส่ใจเท่าไร พยายามคิดในแง่ดีว่า
วันนี้พนักงานสาวคงไม่สบอารมณ์จากอะไรสักอย่าง…
…ผมเดาเอาว่า…เธออาจจะกำลังเมนส์มา หรือผัวทิ้งก็เป็นได้…
หลังจากคิดเช่นนั้น ผมก็รู้สึกดีกับเธอมากขึ้น

หลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจ ซื้อตั๋วไปกลับ เพราะมันเป็นทางเลือกสุดท้ายณ.ตอนนี้
เมื่อซื้อตั๋วได้แล้ว ผมก็รี่เข้าไปเช็คอินเพื่อจะได้มั่นใจว่าวันนี้
ผมจะไม่พลาดเที่ยวบินอีก…

แต่… อุปสรรคยังไม่จบลง …

พนักงานสาวที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์เช็คอิน
กล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
“กระเป๋าคุณน้ำหนักเกินค่ะ”
ผมคิดว่า…คงเป็นเพราะจานชามช้อนส้อมและหนังสือหอบใหญ่ …
จึงเปิดกระเป๋าขึ้นมาและดึงตัวเจ้าปัญหาที่ทำให้กระเป๋าหนักเกินไปมากโขออก
พร้อมกับฝากแม่ผมไว้ วันนี้มีญาติสนิทไม่กี่คนที่มาส่ง
ผมกลัวว่ามาเยอะแล้วจะบิลด์อารมณ์
อยากไปด้วยรอยยิ้มมากกว่า…
“ฝากหน่อยนะแม่”
ผมยื่นของเหล่านั้นส่งให้กับแม่

แม่คงรู้ว่าผมฝากแม่ไว้เพื่อจะมีข้ออ้างกลับมาวันหลัง…
“แล้วจะกลับมานะ”

เวลาสี่โมงกว่า ผมโล่งใจไปเปลาะนึงที่ณ.ตอนนี้ ที่อยู่บนเครื่องบินแล้ว
หลังจากที่รู้สึกเหนื่อยราวกับผ่านดันเจี้ยน….
เนื่องจากเดินไปเดินมาตลอดเวลาที่อยู่ในแอร์พอร์ท
แค่เดินไม่เหนื่อยหรอกครับ
แต่ความว้าวุ่นและกังวลใจ จึงทำให้สมองล้ากว่าที่เคย
…ผมหลับตาลง…
นกเหล็กค่อยๆเคลื่อนตัวไปบนรันเวย์ เร็วขึ้น เร็วขึ้น
และพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ผมเปิดเปลือกตา มองทัศนียภาพด้านล่าง

ผ่าน

ต้นไม้ เสาไฟ หลังคา …ที่เป็นจุด

ท้องทุ่งกว้าง นาเกลือ ที่เป็นระนาบ…

ถนนที่เป็นเส้น

เชื่อมต่อกัน ทั้งหมดราวกับองค์ประกอบในการออกแบบ
“จุด เส้น ระนาบ” เหล่านั้น ห่างไกลออกไป เรื่อยๆ เรื่อยๆ
ผมเห็นมันเชื่อมต่อราวกับผืนผ้าที่ถูกตัดออกมาแล้วเย็บต่อกันเป็นแผ่น

…ณ.มุมนี้ ผมยังไม่เห็นว่าโลกกลม ถึงหลายๆครั้งผมจะรู้สึกว่าโลกกลม…

ผมเห็นปีกเหล็กของเครื่องบิน กระพือไหวเล็กน้อยตามแรงต้านของลม
สยิวกิ้วอย่างบอกไม่ถูก…จึงหันเหมุมมอง ไปมองวิวแทน…

สิ่งก่อสร้างทั้งหลายเมื่อมองจากมุมบน
มันดูแปลกปลอมกว่าที่ผมเคยเห็นจากด้านล่าง
มันดูเหมือนเนื้อร้ายที่ค่อยๆกัดกินโลก
และขยายอาณาบริเวณออกไปเรื่อยๆ
…เหมือนเชื้อราบนขนมปัง…
หรือมะเร็งที่กำลังกัดกินโลก
ผมมองดูสักพักจากนั้น เพราะกลุ่มเมฆที่หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับม่าน ที่บดบังทัศนียภาพด้านล่าง
ผมจึงละสายตา และดูกลุ่มเมฆแทน
เวลานั้นเย็นแล้วมีแสงอาทิตย์ส่องผ่านกลุ่มเมฆ เป็นภาพที่ขัดแย้งจากภาพที่เห็นเมื่อครู่
ทำให้รู้สึกสงบใจอย่างประหลาด

…ผมผล็อยหลับไป…

เสียงรอบตัวสดับลง
เวลาหลับ รู้สึกว่าเวลามันช่างผ่านไปไว
ยิ่งทำให้รู้สึกว่า..
“ผมฆ่าเวลาในชีวิตลงอีกแล้ว”
ผมตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อได้ยินเสียงแอร์โฮสเตสสาวบอกว่า
“ขณะที่เครื่องบิน ได้มาถึงสนามบินนานาชาติชางอีแล้วค่ะ”
ล้อของนกเหล็กกระทบสู่พื้นผิวโลก
ค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลง…จนหยุด…
ผู้คนทยอยลง รวมทั้งผม…ซึ่งรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

ในที่สุดก็มาถึง

“สวัสดีสิงคปุระ”

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.