Substack subscribe | Put your e-mail inside box

Setting goals too low is the main reason why people fail to achieve the success they desire

"Setting goals too low is the main reason why people fail to achieve the success they desire. For example, setting a goal of just being able to make a living by drawing, or just having a comfortable life. If you set a goal of just making a living, you will end up struggling to survive. If you set a goal of just having a comfortable life, you will ultimately only be able to barely get by. Therefore, if you desire a comfortable life, you should set your goal at becoming wealthy."

Here are the reasons why artists should aim for wealth in their artistic work, instead of just making a living or having a comfortable life:

When you set your goal at becoming wealthy, it will push you to do "something different from the majority in the same industry". If you keep doing the same things over and over again, you will get the same results as everyone else, which is "struggling to survive". The reason is that you are still within your own comfort zone.

Albert Einstein once said, "Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results."

First, we need to understand that the reason people generally view something as impossible is because they have been instilled with those thoughts since childhood. For example, "Artists are often poor," "Don't choose the artistic profession, you will never be rich, only poor." When everyone around you repeats this every day, what is the result? It's called a "self-fulfilling prophecy", meaning that if you think you will be poor, you will indeed end up poor.

There was an experiment where a baby elephant was chained. The baby elephant tried to pull the chain to break free but failed. The more it pulled, the more pain it felt. When the baby elephant grew into a large elephant, when the chain was removed and replaced with a rope, the elephant no longer tried to pull the rope. It surrendered to being restrained even with just a rope. Ask yourself if this sounds familiar to your life. If you are still poor today, you are no different from that elephant. Have you ever tried to pull that rope until it breaks? Or do you believe that no matter how hard you try, it's useless?

The first thing you need to do is change your mindset to "It is possible to become wealthy from drawing."

So why did the previous article say "Income from drawing cannot make you wealthy from this profession" ...

Actually, that sentence should be amended to "Income from drawing cannot make you wealthy from this profession unless you are in the top 1% of the industry." If you are in the top 10%, you will have a comfortable life.

What does it mean to be in the top 1% of the industry?

It's not about competing, showing off, destroying others, in order to climb to the top of that pyramid. It's about "improving yourself to become better every day" until one day, you realize you have become the top 1% in the field. Therefore, it's important to have an "idol" for yourself, because your idol is often "the top 1% in that industry."

Having an idol doesn't mean you have to imitate their drawings or draw better than them. Setting such a goal means you are competing with your own idol, which will make you very distressed. You can never beat your idol, because the idol has "won" before the competition even starts. If you compete with someone, it means that person is not an idol, but a "competitor". Having a competitor will make you more miserable than creating art with happiness. Competing with yourself is enough. An idol should be someone who is far above you and serves as your role model in life and work. We ourselves have idols in many aspects of life.

If asked whether it's possible to achieve the same or even greater success than our idols, the answer is "it's possible", but it takes considerable time. If the idol stops improving while you continue to improve yourself, one day you may achieve even greater success than them. It's like a company without new innovations, it will eventually be surpassed by other companies.

If asked whether I'm afraid of younger artists with better skills taking away jobs...

The answer is not at all. In life, sometimes we prosper, sometimes we decline. Sometimes we are famous, sometimes we are gossiped about. No matter how renowned or successful you are, there will always be people who are better than you. If you dwell on thoughts like that person is better, that one is more talented, that one is richer, it's just creating unnecessary misery for yourself.

Some people like to say they prefer our older works.

...That's a personal opinion. Edmund, our former boss, once said...

"What others think of you is not as important as what you think of yourself."

We used to think that way too, wondering why the artists we admire changed their drawing style, we preferred the older style...

But art is constantly changing. When you reach a certain point in life, your work will inevitably change somewhat according to your world view or life experiences. The important thing is that no matter how you change, you should be happy with what you do every day. If you are happy, you don't need to care at all if this work gets fewer likes or is less popular.




当你将目标设定为致富时,它会推动你去做 "与同一行业中的大多数人不同的事情"。如果你一直重复做同样的事情,你将得到与其他人一样的结果,即 "为生存而挣扎"。原因是你仍然处于自己的舒适区。


首先,我们需要理解,人们普遍认为某些事情是不可能的,是因为他们从小就被灌输了这些想法。例如,"艺术家往往很穷","不要选择艺术职业,你永远不会富有,只会很穷"。当你周围的每个人每天都在重复这些,结果会是什么?这被称为 "自我实现的预言",意味着如果你认为你会变穷,你确实最终会变穷。


你需要做的第一件事是改变你的心态,变成 "通过绘画致富是可能的"。

那么为什么之前的文章说 "从绘画中获得的收入不能使你在这个职业中致富" ...

事实上,这句话应该修改为 "从绘画中获得的收入不能使你在这个职业中致富,除非你位于该行业的前1%。" 如果你在前10%,你将过上舒适的生活。


这不是关于竞争、炫耀、摧毁他人,以攀登到金字塔的顶端。而是关于 "每天提升自己变得更好",直到有一天,你意识到自己已经成为该领域的前1%。因此,为自己树立一个 "偶像"很重要,因为你的偶像往往就是 "该行业的前1%"。

有一个偶像并不意味着你必须模仿他们的绘画或画得比他们更好。设定这样的目标意味着你在与自己的偶像竞争,这会让你感到非常痛苦。你永远无法击败你的偶像,因为偶像在比赛开始之前就已经 "获胜" 了。如果你与某人竞争,那意味着那个人不是偶像,而是"竞争对手"。有竞争对手会让你比快乐地创作艺术更加痛苦。与自己竞争就足够了。偶像应该是那些远在你之上,在生活和工作中充当你榜样的人。我们自己在生活的许多方面都有偶像。

如果问是否有可能取得与我们的偶像相同甚至更大的成功,答案是 "有可能",但需要相当长的时间。如果偶像停止进步而你继续提升自己,总有一天你可能会取得比他们更大的成功。就像一家没有新创新的公司,最终会被其他公司超越。









"การตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเกินไป เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ตามที่ปรารถนา ตัวอย่างเช่น การตั้งเป้าหมายแค่เพียงเลี้ยงชีพได้ด้วยการวาดภาพ หรือมีชีวิตที่สะดวกสบายเท่านั้น หากคุณตั้งเป้าหมายแค่เพียงเลี้ยงชีพได้ สุดท้ายคุณจะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หากคุณตั้งเป้าหมายแค่เพียงมีชีวิตสะดวกสบาย ท้ายที่สุดคุณจะได้เพียงแค่พออยู่ได้ ดังนั้น หากคุณปรารถนาที่จะมีชีวิตสะดวกสบาย คุณควรตั้งเป้าหมายไว้ที่ความร่ำรวย"

เหตุผลที่ว่าทำไมศิลปินจึงควรตั้งเป้าหมายไปที่ความร่ำรวยในการทำงานศิลปะ แทนที่จะเป็นเพียงแค่เลี้ยงชีพได้หรือมีชีวิตสะดวกสบาย มีดังนี้

เมื่อคุณตั้งเป้าหมายไปที่ความร่ำรวย มันจะผลักดันให้คุณต้องทำ "บางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน" หากคุณยังคงทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกับคนทั่วไป นั่นก็คือ "การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด" เหตุผลก็เพราะว่าคุณยังคงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) ของตัวเอง

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า "การทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง เป็นสัญญาณของความบ้าคลั่ง"

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปไม่ได้นั้น เป็นเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังความคิดเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก เช่น "ศิลปินมักจะยากจน" "อย่าเลือกอาชีพศิลปิน คุณจะไม่มีวันร่ำรวย มีแต่จะยากจน" เมื่อทุกคนรอบตัวคุณพูดเช่นนี้ซ้ำๆ ทุกวัน ผลที่ตามมาคืออะไร? เรียกว่าเป็น "การทำนายที่เป็นจริงด้วยตัวเอง" (self-fulfilling prophecy) หมายความว่า หากคุณคิดว่าจะยากจน คุณก็จะยากจนจริงๆ ในที่สุด

มีการทดลองหนึ่งที่นำลูกช้างมาล่ามโซ่ไว้ ลูกช้างพยายามดึงโซ่ เพื่อให้หลุดจากการล่ามแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ยิ่งดึงเท่าไร ก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น เมื่อลูกช้างเติบโตเป็นช้างตัวใหญ่ เมื่อเอาโซ่ออกและเปลี่ยนมาเป็นเชือกแทน ผลปรากฏว่าช้างไม่ได้พยายามดึงเชือกอีกเลย มันยอมจำนนต่อการถูกล่ามแม้จะใช้เพียงเชือก ลองถามตัวเองดูว่านี่คุ้นๆ กับชีวิตของคุณหรือไม่? หากวันนี้คุณยังคงยากจนอยู่ คุณก็ไม่ต่างอะไรกับช้างตัวนั้น คุณเคยลองดึงเชือกเส้นนั้นจนขาดหรือยัง? หรือคุณเชื่อว่าไม่ว่าจะพยายามดึงอย่างไรก็ไร้ประโยชน์?

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ เปลี่ยนวิธีคิดว่า "การร่ำรวยจากการวาดภาพเป็นไปได้"

แล้วทำไมบทความก่อนหน้านี้จึงบอกว่า "รายได้จากการวาดภาพ ไม่สามารถทำให้คุณร่ำรวยได้จากอาชีพนี้" ...

จริงๆ แล้ว ต้องเพิ่มเติมประโยคดังกล่าวว่า "รายได้จากการวาดภาพ ไม่สามารถทำให้คุณร่ำรวยได้จากอาชีพนี้ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็น 1% แรกของอุตสาหกรรม" หากคุณอยู่ใน 10% แรก คุณก็จะมีชีวิตที่สะดวกสบาย

การเป็น 1% แรกของอุตสาหกรรม หมายถึงอะไร? 
มันไม่ใช่การแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ทำลายล้างคนอื่น เพื่อไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของปิระมิดนั้นๆ แต่เป็นการ "พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นทุกวัน" จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณรู้ตัวอีกทีว่ากลายเป็นคน 1% แรกของวงการไปแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการมี "ต้นแบบ" (idol) สำหรับคุณ เพราะว่าต้นแบบของคุณมักจะเป็น "คน 1% แรกในอุตสาหกรรมนั้นๆ" 

การมีต้นแบบ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องวาดภาพเลียนแบบ หรือวาดให้เหนือกว่าต้นแบบ เพราะการตั้งเป้าหมายแบบนั้น เท่ากับคุณกำลังแข่งขันกับต้นแบบของคุณเอง ซึ่งจะทำให้คุณทุกข์ใจเป็นอย่างมาก คุณไม่มีทางชนะต้นแบบคุณได้ เพราะต้นแบบได้ "ชนะ" คุณไปก่อนตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มแข่ง  หากคุณแข่งกับใครสักคน แสดงว่าคนๆ นั้นไม่ใช่ต้นแบบ แต่เป็น "คู่แข่ง"ต่างหาก การมีคู่แข่งจะทำให้คุณทุกข์ใจมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างมีความสุข ควรแข่งกับตัวเองเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ต้นแบบควรเป็นคนที่อยู่สูงกว่าคุณมากจนถือเป็นแบบอย่างของคุณในการใช้ชีวิตและการทำงาน ซึ่งตัวเราเองก็มีต้นแบบในหลายๆ ด้านของชีวิต

หากถามว่าเป็นไปได้ไหมที่จะประสบความสำเร็จเท่ากับหรือมากกว่าต้นแบบของเรา คำตอบคือ "เป็นไปได้" แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้าต้นแบบหยุดพัฒนาตัวเอง ในขณะที่คุณยังคงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งคุณอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าเขาก็ได้ ก็เหมือนกับบริษัทที่ไร้นวัตกรรมใหม่ๆ ย่อมจะถูกบริษัทอื่นๆ แซงหน้าไปในที่สุด

หากถามว่าตัวเรากลัวไหมที่จะมีศิลปินรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่า ฝีมือดีกว่า จะมาแย่งงาน...
คำตอบคือไม่กลัวเลย ในชีวิตคนเรา บางช่วงก็เจริญรุ่งเรือง บางช่วงก็เสื่อมถอย บางครั้งก็โด่งดัง บางครั้งก็มีคนนินทา ไม่ว่าคุณจะมีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จมากเพียงใด ก็ย่อมมีคนที่เก่งกว่าคุณเกิดขึ้นได้เสมอ หากคุณหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ว่า คนนั้นเก่งกว่า คนนี้ดีกว่า คนโน้นรวยกว่า มันก็เป็นเพียงการสร้างความทุกข์ใจให้กับตัวเองเปล่าๆ 

บางคนชอบพูดว่า พวกเขาชอบผลงานเก่าๆ ของเรามากกว่า
...นั่นเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล เอ็ดมันด์ อดีตเจ้านายของเราเคยบอกว่า...


เมื่อก่อนเราก็เคยคิดแบบนั้น สงสัยว่าทำไมศิลปินที่ชื่นชอบถึงเปลี่ยนสไตล์การวาด เราชอบแบบเก่าๆ มากกว่า...

แต่ศิลปะนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เมื่อคุณมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต ผลงานของคุณย่อมเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามมุมมองโลกหรือประสบการณ์ชีวิตของคุณ สิ่งสำคัญคือไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไร คุณควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำในทุกๆ วัน ถ้าคุณมีความสุข คุณไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าผลงานนี้มีคนกดไลก์หรือชอบน้อยลง


SRT audio drama

Lastest Popular post

Meisanmui | Scar of the city

Meisanmui | Looking back


The endurance


Popular post

Understanding the No Contact Rule: A Period of Growth and Healing After a Breakup

AIRDANCE song by Meisanmui

🎨 Artist & Designer | 🏆 Asiagraph Awarded 2021-2023 | 🗿 Stoic

魂を解放する Tamashī o Kaiho Suru (Unlock the Soul) song by Meisanmui

深い輝き (Fukai Kagayaki) - Deep Radiance song by Meisanmui