Support me

Support me
Patreon

Mitigating the Negative Effects of 'Kiasu' Behavior in Society


วันหนึ่ง เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่อมนุษย์มาเยือนสวน กล้วยกลัวว่าเขาจะไม่ได้รับการเลือกเพราะเขาเห็นว่าพวกเขาชอบเลือกผลไม้ขนาดใหญ่และรูปร่างสวยงาม จึงเริ่มที่จะอวดดี

"เห้ย! กูว่ามนุษย์ต้องเลือกกูแน่" กล้วยพูดพร้อมกับยิ้มย่อง "กูเนี่ยสีเหลืองสดใส ทุกคนต่างก็รู้ดีในคุณค่าทางอาหารของกู และเหนืออื่นใด กูเป็นผลไม้ที่ทำสุกขายง่ายที่สุด!"

เมลอนที่ได้ยินกล้วยพูดอย่างนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ แต่ก็เริ่มรู้สึกกลัวว่าจะถูกละเลย จึงได้ขัดขืนว่า "หึ! แต่กูมีกลิ่นหอม และเนื้อในของกูรสชาติหวานอร่อยกว่าผลไม้ชนิดอื่น รวมถึงกูเป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ช่วยในการดับกระหายได้ดี"

สถานการณ์เริ่มเข้มข้น เมื่อแอปเปิ้ลที่เงียบมาตลอดได้แสดงความรู้สึกออกมา "พวกมึงผิดทั้งนั้น, กูมีประโยชน์มากกว่าทั้งพวกมึง กูอุดมไปด้วยวิตามิน และถูกยกย่องว่าเป็น 'ราชินีของผลไม้' อีกทั้งทุกคนทราบดีว่า 'กินแอปเปิ้ลวันละผลแล้วหมอจะไกลห่างจากเรา'"

พวกเขาทั้งสามคุยกันอย่างไม่มีใครยอมใคร และลืมไปว่าการวัดคุณค่าของตนด้วยการเปรียบเทียบกับผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผลไม้ชนิดอื่นที่ชื่อว่าส้มเข้ามาพูดคุยกับพวกเขา "พวกมึงนี่เหี้ยไรวะ ทำไมต้องแข่งกันด้วย ไม่ใช่ว่าแต่ละคนมีความสวยงามและคุณค่าในแบบของตัวเองหรือ บางคนอาจชอบกล้วยเพราะความอ่อนนุ่ม, เมลอนเพราะความหวานชื่นใจ, และแอปเปิ้ลเพราะสีสันและประโยชน์ที่มี" ส้มกล่าวอย่างมีสติ

กล้วย เมลอน และแอปเปิ้ล ต่างก็เงียบไปในทันใด เพราะพวกเขาตระหนักว่าส้มพูดถูก การเป็นห่วงแต่สิ่งที่ตนเองจะได้รับ ไปจนต้องแข่งกันเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่สวยงาม และยิ่งไปกว่านั้น การปฏิบัติเช่นนั้นยังทำให้โอกาสที่พวกเขาจะถูกมองหรือถูกเลือกโดยคนอื่นลดลงด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กล้วย เมลอน และแอปเปิ้ล จึงเรียนรู้ที่จะยินดีกับความต่างและคุณค่าแท้จริงของตนเอง รวมทั้งของผู้อื่น ไม่พยายามจะอวดดี เพื่อแสดงว่าตัวเองเหนือกว่า แต่แทนที่เช่นนั้น พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะเคารพและชื่นชมในความหลากหลาย ส่งผลให้สวนผลไม้นั้นมีความสงบสุขและผลไม้ทุกชนิดมีคุณค่าของตัวเองในแบบที่พวกเขาเป็นอยู่.

**คติสอนใจ**

- แต่ละคนต่างก็มีเสน่ห์และคุณค่าในแบบของตนเอง ไม่ควรเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น
- การวัดคุณค่าของตนด้วยการเปรียบเทียบกับผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
- การเคารพและชื่นชมในความหลากหลายนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม

คำว่า "Kiasu" ซึ่งเป็นศัพท์ที่มาจากภาษาจีนฮกเกี้ยนและใช้กันอย่างแพร่หลายในสิงคโปร์นี้ มีความหมายคล้ายกับสำนวนไทยว่า "หมาในรางหญ้า" หมายถึงคนที่ไม่ต้องการจะต้องพบกับความพ่ายแพ้หรือการสูญเสียใดๆ พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นได้มีหรือทำสิ่งที่พวกเขาเองก็ไม่ได้แม้จะต้องการจริงๆ

หากเราพิจารณาพฤติกรรมนี้ในแง่บวก เคียสุอาจถูกมองว่าเป็นความพยายามและการเตรียมพร้อมที่ดี เพื่อรับมือกับทุกๆ สถานการณ์ในชีวิต นั่นคือลักษณะของความประหยัด, ความพยายามที่จะไม่ให้อะไรสำคัญตกหล่น และการไม่ยอมให้โอกาสสำคัญหลุดมือไป

อย่างไรก็ตาม ด้านลบของพฤติกรรม "Kiasu" ยังสะท้อนถึงปรากฏการณ์ของการแย่งชิงอย่างไม่มีเหตุผล การกระทำที่อาจนำไปสู่การขาดความเมตตากรุณาและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม

การยอมรับและเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเป็นทักษะสำคัญแห่งชีวิต การรู้จักพอดี ให้โอกาสตนเองและผู้อื่น ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีในสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลอีกด้วย

บทเรียนจากเกมแห่งชีวิตคือการเตรียมพร้อมและการพร้อมที่จะยอมรับความล้มเหลว เพราะเส้นทางสู่ความสำเร็จบางครั้งต้องผ่านการพยายามและล้มเหลวมาแล้ว ทุกความสำเร็จมีความเสี่ยงเป็นเงาตามตัว แต่สิ่งสำคัญคือการได้ลองและทำอย่างดีที่สุด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ความพยายามและประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นสิ่งที่เราคงไว้ได้ตลอดไป




คำว่า "Kiasu" (กี๋-สือ / ขี้เหนียว) เป็นคำที่มีต้นกำเนิดมาจากภาษาฮกเกี้ยนหรือภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งใช้ในสิงคโปร์และบางพื้นที่ในมาเลเซียเพื่ออธิบายลักษณะนิสัยของคนที่ไม่ต้องการแพ้หรือสูญเสียใดๆ ต้องการที่จะเป็นที่หนึ่ง ได้ของดีที่สุด และไม่ยอมให้ใครได้ดีกว่าตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกมองในแง่ลบว่าเป็นพฤติกรรมของคนที่แย่งชิง ตักตวง หรือโลภมากกว่าจำเป็น

สำหรับคำว่า "หมาในรางหญ้า" ถือเป็นคำพังเพยในภาษาไทยที่มีความหมายคล้ายคลึงกับ "Kiasu" หมายถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่ต้องการให้คนอื่นได้รับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ต้องการหรือใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นจริงๆ ก็ตาม เช่นเดียวกับหมาที่อยู่ในรางหญ้าที่ไม่ยอมกินหรือทำลายหญ้า แต่ก็ไม่ยอมให้โควัวมากินหญ้าในรางที่ตัวเองอยู่

ดังนั้น คำทั้งสองนี้จึงเชื่อมโยงกันในแง่ของการแสดงถึงความไม่อยากให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ณ ตำแหน่งที่ตนเองครอบครอง แม้ตนเองจะไม่จำเป็นจะต้องใช้หรือมีประโยชน์จากสิ่งนั้นก็ตาม ซึ่งสะท้อนถึงความเห็นแก่ตัวและความไม่เต็มใจที่จะให้ผู้อื่นมีโอกาสได้สิ่งที่ดี หรือมีประโยชน์เช่นเดียวกับที่ตนเองมีหรือได้รับ.
การลดผลเสียของพฤติกรรม Kiasu ในสังคมสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้:


ส่งเสริมการเรียนรู้และคุณค่าของการแบ่งปัน: การสอนเรื่องการแบ่งปันและการให้ตั้งแต่เด็กๆ จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงคุณค่าของการให้และการไม่เห็นแก่ตัวมากเกินไป.


สร้างความตระหนักรู้ในสังคม: การมีแคมเปญหรือโครงการที่ทำให้สังคมตระหนักถึงผลเสียของการเป็นคน "Kiasu" มากเกินไป นำเสนอผลิตภัณฑ์ความดีจากการไม่เห็นแก่ตัว.


อบรมเชิงปฏิบัติการ: จัดกิจกรรมหรือการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการเข้าใจผู้อื่นและการทำงานเป็นทีม ซึ่งช่วยปลูกฝังวัฒนธรรมที่ไม่เน้นการแข่งขันอย่างมากเกินไป.


นโยบายภายในองค์กร: บริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ ควรมีนโยบายที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการยกย่องทักษะโดยไม่ต้องแข่งขันจนเกินเหตุ.


การยอมรับและดำเนินการเมื่อผิดพลาด: ส่งเสริมวัฒนธรรมที่ยอมรับความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติและต้องไม่ถูกตำหนิอย่างไม่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความกลัวในการพลาดและลดความต้องการที่จะต้องชนะเสมอ.


การถ่ายทอดค่านิยมในครอบครัว: ผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ โดยการฝึกฝนพฤติกรรมที่ไม่เห็นแก่ตัวและเน้นการช่วยเหลือผู้อื่น.


การสร้างความท้าทายที่ถูกวิธี: เกมหรือกิจกรรมที่มีความท้าทายควรเน้นการพัฒนาตนเองและการให้รางวัลสำหรับความพยายามไม่เพียงแต่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น.


เปลี่ยนมุมมองเรื่องความสำเร็จ: แทนที่จะมองความสำเร็จเป็นการเอาชนะผู้อื่น ควรสนับสนุนให้มองความสำเร็จเป็นการเอาชนะข้อจำกัดของตนเองและการเติบโตในแง่มุมต่างๆ ของชีวิต.


การปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้และการส่งเสริมวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สามารถช่วยลดผลเสียของพฤติกรรม Kiasu ให้กับสังคมได้

Once upon a time, an unexpected event occurred when humans visited the orchard. The banana was afraid of not being chosen because they noticed that people tended to select fruits that were large in size and had a pleasing appearance. So, the banana began to boast.

"Hey! I'm sure they'll pick me," said the banana confidently, with a smug smile. "I'm this bright, sunny yellow. Everyone knows about my nutritional value. Plus, I'm the easiest fruit to ripen and sell!"

The melon, upon hearing the banana's words, felt dissatisfied but also fearful of being overlooked. So, they retorted, "Well, but I have a sweet fragrance and my flesh tastes sweeter and more delightful than other fruits. Besides, I'm a fruit with plenty of water, excellent for quenching thirst."

Tensions rose as the previously quiet apple chimed in, "You're all wrong. I have more benefits than both of you combined. I'm rich in vitamins and hailed as the 'queen of fruits.' Everyone knows that 'an apple a day keeps the doctor away.'"

The three of them argued adamantly, forgetting that measuring their worth by comparing themselves to others wasn't the right approach.

Until one day, an orange, another fruit, joined the conversation. "What's wrong with you guys? Why compete like this? Isn't it true that each of us has our own beauty and value? Some might like bananas for their softness, melons for their sweet juiciness, and apples for their color and usefulness." The orange spoke wisely.

Banana, melon, and apple fell silent, realizing that the orange was right. Being worried only about what they would gain and competing amongst themselves wasn't beautiful. Moreover, acting this way reduced the chances of being noticed or chosen by others.

From that point forward, Banana, Melon, and Apple learned to embrace differences and their true worth, as well as that of others. They stopped trying to boast to prove their superiority. Instead, they learned to respect and admire diversity, leading to a peaceful orchard where each fruit held its own unique value.

**Moral of the Story**

- Each person (or fruit) has their own charm and value. Comparing oneself to others isn't wise.
- Measuring one's worth by comparing with others isn't the right approach.
- Respecting and admiring diversity is beautiful.
"Kiasu," a term originating from the Hokkien Chinese language and widely used in Singapore, has a similar meaning to the Thai idiom "a dog in a manger." It refers to individuals who are reluctant to face defeat or any form of loss. This behavior often involves obstructing others from having or doing something, even if they themselves don't truly desire it.


In a positive light, Kiasu could be seen as a drive for preparation and readiness to cope with any situation in life. It embodies traits of thriftiness, a drive to prevent important things from slipping away, and not letting crucial opportunities slip by.


However, the negative aspect of Kiasu behavior reflects an irrational sense of competitiveness, actions that may lead to a lack of empathy and generosity towards others, resulting in a negative image and behaviors detrimental to society.


The willingness to accept and learn, letting go, giving oneself and others opportunities, not only helps foster a better environment in society but also nurtures healthier relationships between individuals.


Life's lessons teach us about readiness and being prepared to accept failure because the path to success sometimes involves trials and errors. Every success carries its shadow of risk. Yet, what matters is the effort made and lessons learned, regardless of the outcome. Effort and experiences gained will always be invaluable.


The term "Kiasu" (pronounced 'kee-ah-soo') originates from the Hokkien or Chinese dialect, used in Singapore and parts of Malaysia, describing individuals who dislike losing or missing out. They strive to be the best, unwilling to let anyone be better than themselves. Mostly perceived negatively as competitive or overly possessive behavior, it’s often seen as grasping or excessively self-centered.


On the other hand, "a dog in a manger" in Thai shares similarities with "Kiasu," representing a behavior where individuals prevent others from obtaining something they don’t want or benefit from, just as a dog in a manger won't eat or destroy the hay but won't allow cows to eat in the same manger either.


Both terms link to a reluctance to let others benefit where they themselves don't. This reflects a selfish mindset and an unwillingness to let others have good or beneficial things, similar to what they have or receive themselves.


Reducing the negative effects of Kiasu behavior in society can be achieved in various ways:


- Promoting learning and the value of sharing: Teaching sharing and giving from childhood helps children understand the value of giving and not being overly possessive.
- Creating social awareness: Campaigns highlighting the drawbacks of excessive Kiasu behavior can showcase the benefits of selflessness.
- Practical training: Activities or workshops fostering teamwork and understanding others' perspectives help cultivate a culture less focused on extreme competition.
- Internal organizational policies: Companies or institutions can have policies promoting teamwork and skill appreciation without excessive competition.
- Acknowledging and addressing mistakes: Cultivating a culture accepting mistakes as normal and not criticizing inappropriately helps reduce fear of failure and the desire to always win.
- Transmitting values in families: Adults should model good behavior to children by demonstrating generosity and focusing on helping others.
- Creating healthy challenges: Games or activities that challenge personal development and reward effort rather than just the final outcome are beneficial.
- Changing perspectives on success: Rather than viewing success as beating others, it’s crucial to encourage seeing success as overcoming personal limitations and growing in different aspects of life.


Instilling these values and promoting a creative culture can help reduce the negative impact of Kiasu behavior on society.

Popular Posts